ในยุคดิจิทัลที่การติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านหน้าจอ ทักษะ Professional English Email Writing หรือ หลักสูตรการเขียนอีเมลภาษาอังกฤษอย่างมืออาชีพ เปรียบเสมือน “นามบัตรใบแรก” ที่บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพของตัวบุคคลและภาพลักษณ์ขององค์กร อีเมลเพียงฉบับเดียวอาจสร้างความประทับใจจนนำไปสู่การปิดดีลธุรกิจ หรืออาจสร้างความเข้าใจผิดจนเสียลูกค้าไปเลยก็ได้
B-Tools Training ตระหนักดีว่าพนักงานจำนวนมากเก่งงานปฏิบัติ แต่ติดปัญหาเรื่องการสื่อสารผ่านตัวอักษร เราจึงพัฒนาหลักสูตร Professional English Email Writing ที่เน้นการนำไปใช้จริง (Practical Usage) เพื่อเปลี่ยนการเขียนอีเมลที่ยุ่งยาก สับสน และผิดไวยากรณ์ ให้กลายเป็นการสื่อสารที่ กระชับ ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ (Clear, Concise, and Effective) พร้อมยกระดับมาตรฐานการทำงานสู่สากล
ภาพรวมของหลักสูตรการเขียนอีเมลภาษาอังกฤษอย่างมืออาชีพ
หลักสูตร Professional Email Writing ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกมิติของการเขียนเชิงธุรกิจ (Business Writing) ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลสำคัญ
“โครงสร้างหลักสูตรข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เนื้อหาในทุกโมดูลสามารถปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมได้ตามบริบทและความต้องการจริงขององค์กร”
Module 1: The Anatomy of a Professional Email (โครงสร้างอีเมลมืออาชีพ)
รากฐานสำคัญคือการเข้าใจโครงสร้างที่ถูกต้อง
-
Subject Line Mastery: เทคนิคการเขียนหัวข้ออีเมลให้ดึงดูด น่าเปิดอ่าน และเข้าใจวัตถุประสงค์ทันที
-
Salutations & Sign-offs: การเลือกคำขึ้นต้นและคำลงท้ายให้เหมาะสมกับระดับความสัมพันธ์ (Formal vs. Semi-formal)
-
The Email Structure: การจัดวางเนื้อหาแบบมืออาชีพ (Introduction, Body, Call to Action, Closing) เพื่อให้อ่านง่ายสบายตา
Module 2: Tone, Voice, and Etiquette (น้ำเสียงและมารยาท)
เพราะตัวหนังสือไม่มีน้ำเสียง เราจึงต้องระวังเป็นพิเศษ
-
Netiquette: มารยาททางอินเทอร์เน็ตที่ควรรู้ เช่น การใช้ To, Cc, Bcc และ Reply All อย่างถูกวิธี
-
Tone Control: การปรับระดับภาษาให้ดูสุภาพ (Polite) แต่ยังคงความหนักแน่น (Assertive) หลีกเลี่ยงภาษาที่ดูห้วนหรือก้าวร้าว
-
Positive Language: การเปลี่ยนประโยคเชิงลบให้เป็นเชิงบวก เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้า
Module 3: Writing for Specific Purposes (การเขียนตามวัตถุประสงค์)
เจาะลึกรูปแบบอีเมลที่ใช้บ่อยในชีวิตการทำงาน
-
Making Requests & Enquiries: การเขียนขอความช่วยเหลือ สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา
-
Apologizing & Fixing Problems: เทคนิคการเขียนขอโทษเมื่อเกิดข้อผิดพลาด และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างมืออาชีพ
-
Giving Bad News: ศิลปะการแจ้งข่าวร้ายหรือปฏิเสธคำขออย่างนุ่มนวล (Diplomatic Refusal)
Module 4: The Art of Conciseness (ศิลปะแห่งความกระชับ)
ในโลกธุรกิจ เวลาเป็นเงินเป็นทอง
-
K.I.S.S. Principle: Keep It Short and Simple เขียนให้สั้น ได้ใจความ ไม่เยิ่นเย้อ
-
Eliminating Wordiness: เทคนิคการตัดคำฟุ่มเฟือย และเลือกใช้คำศัพท์ที่ตรงประเด็น (Precise Vocabulary)
-
Active vs. Passive Voice: การเลือกใช้รูปประโยคที่เน้นประธานเป็นผู้กระทำ เพื่อความชัดเจนและทรงพลัง
Module 5: Common Mistakes & Proofreading (ข้อผิดพลาดและการตรวจสอบ)
-
Common Grammar Mistakes: แก้ไขจุดผิดไวยากรณ์ที่คนไทยมักพลาดบ่อยๆ (Common Errors in Thai-English Writing)
-
Proofreading Techniques: เทคนิคการตรวจทานงานก่อนกดส่ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่น่าอาย
“หลักสูตรนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในบริการของเรา หากท่านต้องการพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ควบคู่กัน เช่น การเจรจาต่อรองหรือการนำเสนอ สามารถดูภาพรวม [บริการฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับองค์กร] ทั้งหมดของเราเพื่อวางแผนพัฒนาบุคลากรในระยะยาว”
Pain Point ที่อบรม Professional English Email Writing มุ่งแก้ไข
จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) ร่วมกับฝ่าย HR ในหลายองค์กร พบว่าปัญหาเรื้อรังด้านงานเขียนที่องค์กรต้องการแก้ไขด้วยการ อบรมการเขียนอีเมลอย่างมืออาชีพ มีดังนี้:
-
Unclear Subject Lines: ตั้งชื่อหัวข้ออีเมลไม่ชัดเจน เช่น “Hello”, “Question”, “Urgent” ทำให้ผู้รับไม่ทราบความสำคัญและอาจมองข้าม
-
Too Direct / Rude Tone: แปลจากภาษาไทยเป็นอังกฤษตรงตัว (Direct Translation) ทำให้ประโยคฟังดูห้วน เหมือนคำสั่ง หรือไร้มารยาทโดยไม่ตั้งใจ (เช่น “Send me the file.”)
-
Wordiness & Confusion: เขียนยาวเกินความจำเป็น วกไปวนมา จับประเด็นไม่ได้ ทำให้ผู้รับต้องเสียเวลาอ่านซ้ำหลายรอบ หรือต้องอีเมลถามกลับ
-
Grammar & Spelling Errors: สะกดผิดหรือใช้ไวยากรณ์ผิด ซึ่งลดทอนความน่าเชื่อถือของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อติดต่อกับลูกค้าต่างชาติ
-
Passive Aggressive: การใช้ภาษาที่ดูเหมือนสุภาพแต่แฝงความประชดประชัน ซึ่งสร้างความขัดแย้งในที่ทำงาน
-
Wrong Format: การจัดรูปแบบอีเมลที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการเว้นวรรค หรือใช้ฟอนต์และสีที่ไม่เป็นทางการ
หลักสูตร เขียนอีเมลภาษาอังกฤษ ของเราจะช่วย Unlock ปัญหาเหล่านี้ และสร้างมาตรฐานใหม่ในการสื่อสารให้กับทีมงานของคุณ
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทักษะ Professional Email Writing จะช่วยเปลี่ยนแปลงการทำงานได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างการเขียนแบบเดิม (Before) กับแบบมืออาชีพ (After):
Case 1: การทวงงาน (Following Up)
สถานการณ์: ต้องการตามรายงานจากเพื่อนร่วมงานที่ส่งช้า
-
❌ Before (ห้วนและดูโกรธ):
-
Subject: Report
-
Body: Send me the report now. I wait long time. Why late?
-
-
✅ After (สุภาพแต่ชัดเจน):
-
Subject: Follow up: Monthly Sales Report
-
Body: Dear [Name], I hope you are doing well. Could you please update me on the status of the monthly sales report? We need to finalize the data for tomorrow’s meeting. Please let me know if you need any assistance. Best regards.
-
Case 2: การขอโทษและแจ้งความล่าช้า (Apologizing for Delay)
สถานการณ์: ส่งสินค้าให้ลูกค้าไม่ทันตามกำหนด
-
❌ Before (แก้ตัว):
-
Subject: Late
-
Body: Sorry send late. Traffic bad and stock problem. Wait 2 days more.
-
-
✅ After (มืออาชีพและรับผิดชอบ):
-
Subject: Update on your order #12345 – Important Information
-
Body: Dear [Customer Name], Please accept our sincere apologies for the delay in your shipment. Due to an unforeseen issue with our logistics partner, your order will arrive on [New Date]. To make up for this inconvenience, we would like to offer you a 10% discount on your next purchase. Thank you for your patience.
-
Case 3: การปฏิเสธคำเชิญ (Declining an Invitation)
สถานการณ์: ไม่สะดวกเข้าร่วมประชุม
-
❌ Before (ปฏิเสธห้วนๆ):
-
Subject: Meeting
-
Body: I cannot go. Busy.
-
-
✅ After (รักษาน้ำใจ):
-
Subject: Regrets: Marketing Strategy Meeting
-
Body: Dear [Name], Thank you for the invitation to the marketing strategy meeting. Unfortunately, I have a prior commitment at that time and will be unable to attend. I would appreciate it if you could share the meeting minutes with me afterward. Regards.
-
“สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการเน้นทักษะการเขียนเชิงกลยุทธ์และการเจรจาต่อรองผ่านตัวอักษร ท่านอาจสนใจ [หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับผู้บริหาร (Executive Training)] ซึ่งเป็นการเรียนแบบส่วนตัวที่เจาะลึกเฉพาะบุคคล”
เครื่องมือที่ใช้ / กรอบแนวคิดในการเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำ Professional Email Writing ไปประยุกต์ใช้ได้จริง B-Tools Training ผสมผสานหลักการสากลเข้ากับ Workshop เชิงปฏิบัติ:
1. The 7 Cs of Communication
เรายึดหลักการสื่อสาร 7 ประการ หรือ The 7 Cs of Communication เพื่อให้อีเมลทุกฉบับมีประสิทธิภาพสูงสุด:
-
Clear: ชัดเจนในวัตถุประสงค์
-
Concise: กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ
-
Concrete: มีข้อมูลที่จับต้องได้
-
Correct: ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และข้อเท็จจริง
-
Coherent: เนื้อหาลื่นไหล สอดคล้องกัน
-
Complete: ให้ข้อมูลครบถ้วน
-
Courteous: สุภาพและให้เกียรติผู้รับ
2. BLUF (Bottom Line Up Front)
เทคนิคการเขียนแบบทหารและผู้บริหารระดับสูง คือการนำ “ใจความสำคัญ” หรือ “สิ่งที่ต้องการ” ขึ้นมาไว้ที่ประโยคแรกๆ เพื่อประหยัดเวลาผู้อ่าน ไม่ต้องให้เขาเดาว่าเราต้องการอะไร
3. Email Templates & Pattern Sentences
เราแจก “คลังประโยคสำเร็จรูป” (Email Bank) ที่แบ่งตามสถานการณ์ต่างๆ ให้ผู้เรียนนำกลับไปใช้ได้จริง ช่วยลดเวลาในการนึกประโยคและลดความผิดพลาดทางไวยากรณ์
4. Learning Methodology: Active Learning
-
Email Auditing: ให้ผู้เรียนนำอีเมลจริงที่เคยส่ง (หรือได้รับ) มาวิเคราะห์หาจุดบกพร่องและเขียนใหม่ให้ดีขึ้นในคลาส
-
Role Play via Email: จำลองสถานการณ์การโต้ตอบอีเมลในเคสที่ซับซ้อน เช่น การเจรจาต่อรอง หรือการเคลียร์ปัญหาร้องเรียน
“หากทีมงานของคุณต้องการเน้นการลงมือปฏิบัติและแก้ไขงานเขียนจริงในระยะเวลาสั้นๆ รูปแบบการจัดอบรมแบบ [Workshop ภาษาอังกฤษเชิงปฏิบัติการ] อาจเป็นคำตอบที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานนำเทคนิคกลับไปใช้ได้ทันที”
เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ
หลังจากผ่านการ อบรมการเขียนอีเมลภาษาอังกฤษอย่างมืออาชีพ ผู้เข้าอบรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนี้:
-
เขียนได้รวดเร็วและมั่นใจ: ลดเวลาในการร่างอีเมล ไม่ต้องนั่งจ้องหน้าจอนานๆ เพราะรู้โครงสร้างและมีคลังคำศัพท์พร้อมใช้
-
สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: สามารถเลือกใช้ระดับภาษา (Tone) ได้เหมาะสมกับผู้รับ สร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
-
ลดความขัดแย้ง: เข้าใจวัฒนธรรมการสื่อสารที่แตกต่าง และรู้วิธีเขียนเพื่อลดความเข้าใจผิด (Misinterpretation)
-
สื่อสารได้ตรงประเด็น: สามารถเขียนอีเมลที่กระชับ ชัดเจน ผู้อ่านเข้าใจทันทีว่าต้องทำอะไรต่อ (Call to Action)
-
แก้ไขงานได้ด้วยตนเอง: มีทักษะในการตรวจทาน (Proofreading) และแก้ไขข้อผิดพลาดพื้นฐานได้ก่อนกดส่ง
กลุ่มเป้าหมาย
อบรม Professional Email Writing นี้มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับบุคลากรทุกระดับในองค์กรที่ต้องใช้อีเมลในการทำงาน:
-
Sales & Marketing: ทีมขายที่ต้องส่งใบเสนอราคา ติดตามลูกค้า และปิดการขายผ่านอีเมล
-
Customer Service: เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่ต้องตอบข้อซักถามและรับมือข้อร้องเรียน
-
Secretary & Admin: เลขานุการและธุรการที่ต้องนัดหมายประชุมและประสานงานกับผู้บริหารต่างชาติ
-
Project Managers: ผู้จัดการโครงการที่ต้องสรุปงานและติดตามความคืบหน้าผ่านตัวอักษร
-
All Employees: พนักงานทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะ Business Writing เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
Q: หลักสูตร Professional Email Writing ใช้เวลาเรียนกี่วัน?
A: หลักสูตรมาตรฐานคือ 1 วัน (6 ชั่วโมง) ซึ่งเพียงพอสำหรับการเรียนรู้โครงสร้างและฝึกเขียนในสถานการณ์ทั่วไป แต่หากต้องการเน้นการเขียนขั้นสูง (Advanced Writing) หรือการเขียนรายงาน (Report Writing) สามารถขยายเป็น 2 วันได้
Q: สามารถจัดอบรมแบบ In-house Training ได้หรือไม่?
A: ได้แน่นอนครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัดอบรมภายในองค์กร โดยเราสามารถปรับเนื้อหา (Customized) ให้เข้ากับธุรกิจของท่านได้ เช่น ธุรกิจ Logistics, Import-Export, หรือ IT Service
Q: ผู้เรียนต้องเก่งภาษาอังกฤษมาก่อนไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องเก่งไวยากรณ์ขั้นเทพครับ ขอแค่มีพื้นฐานพอสื่อสารได้ (Pre-Intermediate) ก็เรียนได้ เพราะเราเน้นสอน “Pattern” และ “โครงสร้าง” ที่จำไปใช้ได้เลย ไม่ได้เน้นท่องจำกฎ Grammar ที่ซับซ้อน
Q: มีการตรวจงานเขียนของผู้เรียนไหม?
A: มีครับ ในช่วง Workshop วิทยากรจะให้ผู้เรียนฝึกเขียนอีเมลจากโจทย์จริง และจะทำการตรวจแก้ (Correction) พร้อมให้คำแนะนำรายบุคคลหรือรายกลุ่ม เพื่อให้เห็นจุดที่ควรปรับปรุง
การเขียนอีเมลไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งข้อความ แต่คือการส่ง “ตัวตน” ของคุณและองค์กรไปหาผู้รับ การลงทุนพัฒนาทักษะ Professional Email Writing จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
“หลักสูตร Professional Email Writing นี้ สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาและตัวอย่างให้ตรงกับธุรกิจของคุณได้ผ่านบริการ [จัดฝึกอบรมแบบ In-House Training] ที่วิทยากรจะเข้าไปวิเคราะห์ปัญหาและจัดการเรียนการสอนถึงบริษัทของคุณ”
Last Updated on February 6, 2026


