Agile Mindset – หลักสูตรปรับวิธีคิด เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง

อบรม Agile Mindset เพื่อการทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อลูกค้าได้ทันท่วงที เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวสู่ยุค Digital Transformation

 

ในยุคที่ “ปลาเร็วกินปลาช้า” และความแน่นอนเพียงอย่างเดียวคือ “ความไม่แน่นอน” (Uncertainty) รูปแบบการทำงานแบบเดิมที่เน้นการวางแผนระยะยาวและทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด (Waterfall) อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป องค์กรยุคใหม่ต้องการความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และความรวดเร็ว (Speed) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปทุกวินาที หลักสูตร Agile Mindset หรือหลักสูตรปรับวิธีคิดเพื่อเพิ่มความคล่องตัว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่ความอยู่รอดและความสำเร็จในยุค Digital Disruption

B-Tools Training (บีทูลส์ เทรนนิ่ง) เข้าใจดีว่า Agile ไม่ใช่แค่เรื่องของทีม IT หรือ Software Development อีกต่อไป แต่มันคือ “วิธีคิด” (Mindset) ที่ทุกแผนกในองค์กร ตั้งแต่ HR, Marketing ไปจนถึง Sales ต้องมี เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และส่งมอบคุณค่า (Value) ให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง หลักสูตร อบรม Agile Mindset ของเราจึงถูกออกแบบมาเพื่อ “รื้อระบบความคิดเดิม” และ “ติดตั้งระบบความคิดใหม่” ที่เน้นความยืดหยุ่น การเรียนรู้จากความล้มเหลว และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

 


 

ภาพรวมของหลักสูตร Agile Mindset

หลักสูตรปรับวิธีคิด เพิ่มความคล่องตัวนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านการทำกิจกรรม (Activity-based Learning) เพื่อให้ผู้เรียนสัมผัสถึงความแตกต่างระหว่าง Traditional Mindset และ Agile Mindset โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลเข้มข้น

“โครงสร้างหลักสูตรข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เนื้อหาในทุกโมดูลสามารถปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมได้ตามบริบทและความต้องการจริงขององค์กร”

Module 1: Decoding Agile & The VUCA World (ถอดรหัสวิถีแห่งความคล่องตัว)

ทำไมต้อง Agile? และ Agile คืออะไรกันแน่?

  • Agile Beyond IT: ทำความเข้าใจแก่นแท้ของ Agile ที่มากกว่าแค่เครื่องมือ แต่เป็นวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นคนและการปฏิสัมพันธ์ (Individuals and interactions) มากกว่ากระบวนการและเครื่องมือ

  • หลักสูตรปรับวิธีคิด เพิ่มความคล่องตัว: เรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง Fixed Mindset (ยึดติด), Growth Mindset (เติบโต) และ Agile Mindset (คล่องตัว) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลก VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity)

  • The Agile Manifesto: ทำความเข้าใจคำแถลงการณ์อไจล์ 4 ข้อ และหลักการ 12 ประการ แล้วแปลงมาเป็นพฤติกรรมที่ใช้ได้จริงในงานธุรกิจทั่วไป (Non-Tech Context)

Module 2: Customer Centricity & Value Driven (ยึดลูกค้าและคุณค่าเป็นศูนย์กลาง)

เลิกทำสิ่งที่ “เราอยากทำ” หันมาทำสิ่งที่ “ลูกค้าอยากได้”

  • Who is your customer?: ระบุลูกค้าที่แท้จริง (ทั้งภายในและภายนอก) และทำความเข้าใจปัญหา (Pain Point) ของพวกเขาผ่าน Empathy Map

  • Value vs. Feature: เรียนรู้ที่จะโฟกัสการส่งมอบ “คุณค่า” (Value) ที่แก้ปัญหาได้จริง มากกว่าการส่งมอบแค่ “ชิ้นงาน” (Output) หรือฟีเจอร์ที่ไม่มีใครใช้

  • Minimum Viable Product (MVP): แนวคิดการทำ “น้อยแต่ได้มาก” สร้างผลงานชิ้นเล็กๆ เพื่อทดสอบตลาดก่อน (Fail Fast, Learn Faster) แทนที่จะทุ่มทรัพยากรทำโปรเจกต์ใหญ่แล้วล้มเหลวตอนจบ

Module 3: Iterative Working & Feedback Loop (การทำงานเป็นรอบและวงจรป้อนกลับ)

ซอยงานให้เล็ก ตรวจสอบให้บ่อย แก้ไขให้ไว

  • อบรม Agile Mindset: ฝึกฝนการวางแผนงานระยะสั้น (Sprints) แทนการวางแผนข้ามปี เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ทันทีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

  • The Feedback Culture: สร้างวัฒนธรรมการกล้าขอและกล้าให้ Feedback อย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำมาปรับปรุงงานในรอบถัดไป (Iteration) โดยไม่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

  • Prototyping: เทคนิคการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เห็นภาพตรงกันและลดความเสี่ยงในการสื่อสารผิดพลาด

Module 4: Cross-Functional Collaboration (การทำงานข้ามสายงานไร้รอยต่อ)

ทลายกำแพงไซโล (Silo) เพื่อความสำเร็จร่วมกัน

  • Self-Organizing Teams: แนวคิดการสร้างทีมที่จัดการตนเองได้ โดยให้อำนาจการตัดสินใจแก่คนหน้างาน (Empowerment) เพื่อลดคอขวดของการรออนุมัติ

  • Collaboration over Negotiation: เปลี่ยนจากการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ระหว่างแผนก มาเป็นการร่วมมือกันแก้ปัญหาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน (Shared Goal)

  • Daily Stand-up Meeting: เทคนิคการประชุมสั้นๆ 15 นาทีทุกเช้า เพื่ออัปเดตงานและเคลียร์ปัญหาที่ติดขัด (Blockers) อย่างรวดเร็ว

Module 5: Continuous Improvement (การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง)

ดีกว่าเมื่อวาน และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้

  • Retrospective (การถอดบทเรียน): กิจกรรมสำคัญที่สุดของ Agile คือการมานั่งคุยกันหลังจบรอบงานว่า “อะไรดีแล้ว”, “อะไรต้องปรับปรุง”, และ “จะทำอะไรใหม่” (Keep / Drop / Try)

  • Kaizen Spirit: ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กระบวนการทำงานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 


 

Pain Point ที่หลักสูตรมุ่งแก้ไข

จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) ร่วมกับผู้บริหารองค์กรที่กำลังทำ Digital Transformation พบว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “คน” และปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วย อบรมปรับวิธีคิด เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน มีดังนี้

  1. Sluggish Process: กระบวนการทำงานล่าช้า มีขั้นตอนการอนุมัติหลายระดับ (Red Tape) กว่าจะตัดสินใจได้ ตลาดก็เปลี่ยนไปแล้ว หรือคู่แข่งแซงหน้าไปแล้ว

  2. Silo Mentality: ต่างคนต่างทำงานในแผนกตัวเอง ไม่มีการสื่อสารข้ามแผนก ทำให้งานสะดุดและเกิดความขัดแย้งเมื่อต้องส่งต่องาน

  3. Fear of Failure: พนักงานกลัวความผิดพลาด ไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ รอคำสั่งที่ชัดเจน 100% ก่อนค่อยทำ (Perfectionism Trap) ทำให้พลาดโอกาสทางนวัตกรรม

  4. Disconnect from Customers: ทีมงานหมกมุ่นอยู่กับกระบวนการภายใน จนลืมมองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ หรือไม่

  5. Big Bang Failure: ชอบทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ ใช้เวลาพัฒนานาน (6 เดือน – 1 ปี) พอเปิดตัวออกมากลับพบว่าไม่มีใครต้องการ หรือไม่ตอบโจทย์ตลาด ณ เวลานั้นแล้ว

  6. Lack of Flexibility: เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (เช่น โรคระบาด, กฎหมายใหม่) องค์กรปรับตัวไม่ทัน เกิดความโกลาหลและหยุดชะงัก

หลักสูตรนี้จะช่วย Unlock ปัญหาเหล่านี้ โดยการเปลี่ยนองค์กรที่ “อุ้ยอ้าย” ให้กลายเป็นองค์กรที่ “ปราดเปรียว” พร้อมพุ่งชนทุกโอกาส

 


 

ตัวอย่าง ก่อน-หลัง อบรมปรับวิธีคิด เพิ่มความคล่องตัว

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า อบรม Agile Mindset จะช่วยเปลี่ยนผลลัพธ์การทำงานได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบ:

Case 1: การพัฒนาสินค้าใหม่ (New Product Development)

สถานการณ์: ฝ่ายการตลาดต้องการออกแคมเปญโปรโมชั่นใหม่

  • Before (Waterfall): วางแผนละเอียด 3 เดือน ประชุมทุกสัปดาห์ รออนุมัติงบ พอเปิดตัวจริง คู่แข่งออกแคมเปญตัดหน้าไปแล้ว หรือลูกค้าเลิกฮิตเทรนด์นั้นแล้ว

  • After (Agile): ใช้ หลักสูตร Agile Mindset แบ่งงานเป็น Sprint สั้นๆ 2 สัปดาห์ ออกแคมเปญทดลอง (MVP) ไปเทสต์ตลาดก่อน ดู Feedback ลูกค้า แล้วค่อยๆ ปรับปรุง (Iterate) จนได้แคมเปญที่ปังที่สุด

    • ผลลัพธ์: ใช้เวลาน้อยลง ลดความเสี่ยง และได้แคมเปญที่โดนใจลูกค้าจริง

Case 2: การแก้ไขปัญหาลูกค้า (Customer Service)

สถานการณ์: ลูกค้าร้องเรียนเรื่องระบบใช้งานยาก

  • Before (Process-driven): รับเรื่อง ส่งต่อแผนก IT แผนก IT บอกต้องรอคิวแก้ไขตาม Ticket อีก 1 เดือน ลูกค้าโกรธและยกเลิกบริการ

  • After (Customer-centric): ทีม Customer Support และ IT ทำงานร่วมกัน (Cross-functional) มองที่ Value ของลูกค้าเป็นหลัก หาทางแก้ชั่วคราว (Workaround) ให้ลูกค้าใช้ได้ก่อนภายใน 24 ชม. แล้วค่อยแก้ระบบถาวร

    • ผลลัพธ์: รักษาฐานลูกค้าไว้ได้ และได้รับคำชมเรื่องความรวดเร็ว

Case 3: การปรับปรุงการทำงานภายใน (Internal Process)

สถานการณ์: ขั้นตอนการเบิกจ่ายยุ่งยาก เอกสารหายบ่อย

  • Before (Stagnant): บ่นกันทุกวันแต่ไม่มีใครแก้ เพราะคิดว่าเป็นกฎระเบียบที่แตะต้องไม่ได้ หรือคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ (ขาด Accountability)

  • After (Continuous Improvement): ทีมงานจัดทำ Retrospective เพื่อระดมสมองหาสาเหตุ แล้วทดลองเปลี่ยนมาใช้ระบบออนไลน์แบบง่ายๆ (Try) เพื่อดูผลลัพธ์

    • ผลลัพธ์: ลดขั้นตอนงานเอกสารได้ 50% พนักงานมีความสุขขึ้น

(หมายเหตุ: การจะปรับปรุงงานได้ดี พนักงานต้องมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ควบคู่กันไปด้วย ท่านสามารถศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่หลักสูตร Building Accountability ซึ่งจะช่วยเสริมให้ Agile แข็งแกร่งยิ่งขึ้น)

 


 

เครื่องมือที่ใช้ในการอบรม Agile Mindset

B-Tools Training นำ Framework ระดับโลกมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทธุรกิจไทย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและนำไปใช้ได้ทันที:

1. The Agile Manifesto

หลักการ 4 ข้อที่เป็นหัวใจของ Agile ท่านสามารถศึกษาต้นฉบับได้ที่ Wikipedia: Agile software development ซึ่งเรานำมาประยุกต์ใช้กับงานบริหารทั่วไป (Business Agility)

2. Scrum Framework (Basics)

เรียนรู้องค์ประกอบพื้นฐานของ Scrum เช่น Sprints, Stand-up Meetings, และ Retrospectives เพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหารทีมและโครงการ

3. Kanban Board

เครื่องมือช่วยบริหารจัดการงาน (Task Management) ที่ทำให้เห็นภาพรวมของงาน (Visualization) ว่างานไหนกำลังทำ (Doing) งานไหนเสร็จแล้ว (Done) และงานไหนติดขัด ช่วยลดงานค้างและเพิ่มความโปร่งใส

4. Design Thinking (Empathy Phase)

การใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบมาช่วยในขั้นตอนการทำความเข้าใจลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราจะทำแบบ Agile นั้น ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ

5. Learning Methodology: Active Learning

  • Marshmallow Challenge: กิจกรรมยอดฮิตที่สอนเรื่องการทำ Prototyping และการเรียนรู้จากความล้มเหลว

  • Scrum Simulation: จำลองสถานการณ์การทำงานเป็นทีมแบบ Scrum เพื่อให้เห็นความสำคัญของการสื่อสารและการส่งมอบคุณค่าในเวลาจำกัด

  • Retrospective Workshop: ฝึกถอดบทเรียนจริงจากงานที่ทำอยู่ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงทันที

 


 

เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ

หลังจากผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการใน หลักสูตร Agile Mindset ผู้เข้าอบรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนี้:

  1. ปรับตัวไว: ไม่ตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลง แต่มองเป็นโอกาสในการเรียนรู้และปรับตัว

  2. โฟกัสคุณค่า: แยกแยะได้ว่างานไหนสร้าง Value ให้ลูกค้า งานไหนเป็นเพียงขยะ (Waste) และเลือกทำสิ่งที่สำคัญก่อน

  3. ทำงานเป็นทีม: ลดความเป็นไซโล (Silo) พร้อมช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานข้ามแผนกเพื่อให้เป้าหมายรวมสำเร็จ

  4. กล้าล้มเหลว: มี Growth Mindset ที่กล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ (Fail Fast) และเรียนรู้จากความผิดพลาด (Learn Faster)

  5. สื่อสารกระชับ: ใช้การประชุมแบบ Daily Stand-up เพื่ออัปเดตงานอย่างรวดเร็วและตรงประเด็น

  6. พัฒนาไม่หยุด: เสพติดการทำ Retrospective เพื่อหาวิธีทำให้งานดีขึ้น เร็วขึ้น และง่ายขึ้นอยู่เสมอ

 


 

กลุ่มเป้าหมาย

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการทำ Digital Transformation และบุคลากรทุกระดับ:

  • Business Leaders: ผู้บริหารที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวสูง (Business Agility)

  • Non-IT Teams: ทีมการตลาด, HR, Sales, และ Operations ที่ต้องการนำแนวคิด Agile มาประยุกต์ใช้

  • Project Managers: ผู้บริหารโครงการที่ต้องการเปลี่ยนจาก Waterfall มาเป็น Agile Project Management

  • Change Agents: ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

 


 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q: ไม่ได้อยู่ฝ่ายไอที เรียน Agile จะมีประโยชน์ไหม?

A: มีประโยชน์มากครับ! ปัจจุบัน Agile ถูกนำไปใช้ในทุกวงการ (Agile for Business) เช่น HR ใช้ Agile ในการสรรหาคน, Marketing ใช้ Agile ในการรันแคมเปญ หลักสูตรนี้เราออกแบบมาเพื่อ Non-Tech People โดยเฉพาะครับ ตัดศัพท์เทคนิคยากๆ ออก เหลือแต่วิธีคิดที่ใช้ได้จริง

Q: หลักสูตรนี้สอนใช้โปรแกรม Scrum/Jira ไหม?

A: เราเน้นที่ “Mindset” (วิธีคิด) 80% และ “Process/Tools” (เครื่องมือ) 20% ครับ เพราะถ้า Mindset ไม่ได้ ใช้เครื่องมือไปก็ล้มเหลว แต่เราจะมีการแนะนำเครื่องมือง่ายๆ เช่น Kanban Board (Trello) หรือการทำบอร์ดด้วย Post-it ให้ครับ

Q: Agile ต่างจาก Proactive อย่างไร?

A: Proactive คือการเริ่มคิดเริ่มทำก่อนปัญหาเกิด (Initiative) ส่วน Agile คือความสามารถในการปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน (Adaptability) และการทำงานเป็นรอบสั้นๆ ทั้งสองทักษะนี้ส่งเสริมกันและกันครับ

Q: รับจัดอบรมแบบ In-house Training ไหม?

A: ใช่ครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัด In-house Training เราสามารถปรับกิจกรรม Workshop ให้ตรงกับธุรกิจของท่าน เช่น จำลองสถานการณ์การออกสินค้าใหม่ของบริษัทท่าน เพื่อให้เห็นภาพการใช้ Agile ในบริบทจริงครับ

 


 

ในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง “ความสมบูรณ์แบบที่ล่าช้า” ไม่มีค่าเท่ากับ “ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง” การลงทุนใน หลักสูตร Agile Mindset คือการติดปีกให้ทีมงานของคุณพร้อมบินฝ่าพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จ

B-Tools Training พร้อมเป็นโค้ชที่จะเปลี่ยนทีมงานของคุณให้คล่องแคล่ว ว่องไว และได้ใจลูกค้า สนใจจัดอบรมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเรา ได้ทันทีเพื่อรับข้อเสนอพิเศษ

 

Last Updated on January 16, 2026

Table of Contents

บรรยากาศอบรม ด้วยทักษะ English Communication Skills for Logistics

English Communication Skills for Logistics – หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับโลจิสติกส์ เพื่อธุรกิจขนส่งและซัพพลายเชนระดับสากล

ลดข้อผิดพลาดในการขนส่งด้วยหลักสูตร English Communication Skills for Logistics (ภาษาอังกฤษสำหรับโลจิสติกส์) เน้นศัพท์เทคนิค Incoterms และการประสานงาน Import-Export

อ่านต่อ »
บรรยากาศการฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ English for Real Estate

Business English for Real Estate – หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเจาะตลาดชาวต่างชาติและนักลงทุนสากล

  ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ (Expats & Foreign Investors) ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง วิลล่าตากอากาศ หรืออาคารสำนักงานเกรด A ท่ามกลางโอกาสทางธุรกิจมหาศาลนี้ ทักษะ English for Real Estate หรือ ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่ยอดขายระดับ Global

อ่านต่อ »

Delegation Skills and Follow-up – หลักสูตรการมอบหมายงานและการติดตามงานอย่างมีศิลปะ

หลักสูตรพัฒนา ทักษะการมอบหมายงาน (Delegation Skills) และศิลปะการติดตามงาน เพื่อลดภาระผู้นำ เพิ่มศักยภาพทีม เรียนรู้เทคนิคการสั่งงาน การให้อำนาจตัดสินใจ

อ่านต่อ »