ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ (Expats & Foreign Investors) ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง วิลล่าตากอากาศ หรืออาคารสำนักงานเกรด A ท่ามกลางโอกาสทางธุรกิจมหาศาลนี้ ทักษะ English for Real Estate หรือ ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่ยอดขายระดับ Global
B-Tools Training เข้าใจดีว่าการขายอสังหาฯ ไม่ใช่แค่การขาย “ที่อยู่อาศัย” แต่คือการขาย “ไลฟ์สไตล์” และ “ความคุ้มค่าในการลงทุน” (ROI) พนักงานขายและเอเจนต์จำเป็นต้องมีความรู้ศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง กฎหมายเบื้องต้น และศิลปะการนำเสนอที่น่าเชื่อถือ เราจึงพัฒนาหลักสูตร Real Estate English Course ที่เข้มข้น เน้นการปฏิบัติจริง (Role Play) เพื่อเปลี่ยนทีมงานของคุณให้เป็น “ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ” (Professional Property Consultant) ที่ลูกค้าต่างชาติไว้วางใจ
ภาพรวมของหลักสูตร
หลักสูตร English for Real Estate ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมวงจรการขายอสังหาริมทรัพย์ (Sales Cycle) ตั้งแต่การเปิดการขายจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลสำคัญ:
Module 1: Property Terminology & Types (คำศัพท์และประเภทอสังหาริมทรัพย์)
ปูพื้นฐานศัพท์เทคนิคให้แม่นยำ เพื่อความน่าเชื่อถือแบบมือโปร
-
Property Types: คำศัพท์เรียกประเภทที่พักอาศัย เช่น Studio, Duplex, Penthouse, Detached House, Townhouse และความแตกต่างของแต่ละแบบ
-
Amenities & Facilities: การบรรยายสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น Infinity Pool, Co-working Space, Automated Parking, EV Charger ให้ดูน่าสนใจ
-
Key Terms Mastery: ศัพท์เทคนิคที่ต้องรู้ เช่น Freehold vs. Leasehold, Sinking Fund (เงินกองทุน), Common Fee (ค่าส่วนกลาง), Yield (ผลตอบแทน)
Module 2: Presenting Projects & Units (การนำเสนอโครงการและห้องชุด)
เปลี่ยนคุณสมบัติ (Feature) ให้เป็นจุดขาย (Selling Point)
-
Location Selling: เทคนิคการอธิบายทำเลที่ตั้ง การเดินทาง (Accessibility) และสถานที่ใกล้เคียง (Landmarks) เช่น ใกล้ BTS/MRT, โรงเรียนนานาชาติ, หรือโรงพยาบาล
-
Room Tour Techniques: ศิลปะการพาชมห้องตัวอย่าง (Show Unit) การใช้คำศัพท์บรรยายการตกแต่ง (Interior Design) ทิศทางลมและแสงแดด (Orientation)
-
Highlighting Value: การเชื่อมโยงจุดเด่นของโครงการเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า (Lifestyle Matching)
Module 3: Consultation & Investment Analysis (การให้คำปรึกษาและการวิเคราะห์การลงทุน)
ยกระดับจากพนักงานขายสู่ที่ปรึกษาการลงทุน
-
Needs Analysis: การตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า (Buy for living or Investment?)
-
Explaining ROI: การอธิบายผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) และโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เป็นภาษาอังกฤษ
-
Market Trends: การพูดคุยเรื่องแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ในไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
Module 4: Negotiation & Closing the Deal (การเจรจาต่อรองและปิดการขาย)
ช่วงเวลาสำคัญที่ตัดสินผลลัพธ์
-
Handling Price Objections: วิธีตอบกลับเมื่อลูกค้าบอกว่า “แพงไป” หรือขอส่วนลดเยอะๆ โดยเน้นย้ำความคุ้มค่า (Value Proposition)
-
Terms & Conditions: การเจรจาเงื่อนไขการจอง (Booking), การทำสัญญา (Contract Signing), และการผ่อนดาวน์ (Down Payment)
-
Closing Techniques: เทคนิคการปิดการขายด้วยสัญญาณการซื้อ (Buying Signals) และการสร้างความเร่งด่วน (Scarcity)
Module 5: Contracts & Legal Procedures (สัญญาและขั้นตอนทางกฎหมาย)
เรื่องซับซ้อนที่ต้องสื่อสารให้เคลียร์
-
Contract Explanation: การอธิบายรายละเอียดในสัญญาจะซื้อจะขาย (Sales and Purchase Agreement – SPA) และสัญญาเช่า (Lease Agreement) ให้ชาวต่างชาติเข้าใจง่าย
-
Transfer of Ownership: ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน ค่าใช้จ่ายวันโอน (Transfer Fee) และภาษีที่เกี่ยวข้อง
-
After-Sales Service: การสื่อสารเรื่องบริการหลังการขาย การตรวจรับห้อง (Defect Inspection) และการรับประกัน
(หากท่านต้องการเน้นทักษะการเจรจาต่อรองขั้นสูง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หลักสูตร Negotiation & Influencing Skills ของเรา)
Pain Point ที่หลักสูตรมุ่งแก้ไข
จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) ร่วมกับ Developer และบริษัท Agent ชั้นนำ พบว่าปัญหาหน้างานที่องค์กรต้องการแก้ไขด้วยหลักสูตร ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีดังนี้:
-
Limited Vocabulary: เซลล์รู้ศัพท์ทั่วไป แต่ไม่รู้ศัพท์เทคนิคอสังหาฯ (เช่น ไม่รู้วิธีอธิบายคำว่า “เงินกองทุน” หรือ “ค่าโอนคนละครึ่ง”) ทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ
-
Fear of Expats: ไม่กล้าเข้าไปคุยกับลูกค้าต่างชาติ หรือ Walk-in เพราะกลัวฟังไม่ออกและตอบคำถามไม่ได้ เสียโอกาสการขาย
-
Weak Presentation: พาลูกค้าดูห้องแบบเงียบๆ หรือพูดแค่ “This is bedroom, this is toilet” ซึ่งลูกค้าเห็นเองได้อยู่แล้ว ขาดการนำเสนอจุดขาย (Storytelling)
-
Contract Confusion: ไม่สามารถอธิบายเงื่อนไขสัญญาที่ซับซ้อนได้ ทำให้ลูกค้ากังวลและไม่กล้าเซ็นสัญญา หรือเกิดข้อพิพาทภายหลัง
-
Lost in Negotiation: เมื่อลูกค้าต่อรองราคาหรือขอของแถม พนักงานไปไม่เป็น หรือยอมลดราคาจนเสียผลประโยชน์บริษัท
-
Cultural Barrier: ไม่เข้าใจวัฒนธรรมการซื้ออสังหาฯ ของลูกค้าแต่ละชาติ (เช่น จีนชอบทิศ/ฮวงจุ้ย, ยุโรปชอบพื้นที่ระเบียง)
หลักสูตร English for Real Estate จะช่วย Unlock ปัญหาเหล่านี้ และเปลี่ยนทีมขายให้มีความมั่นใจ พร้อมปิดดีลลูกค้าทุกเชื้อชาติ
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทักษะ English for Property Agents จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างการขายแบบเดิม (Before) กับแบบมืออาชีพ (After):
Case 1: การอธิบายเรื่องกรรมสิทธิ์ (Freehold vs Leasehold)
สถานการณ์: ลูกค้าต่างชาติสงสัยว่าคอนโดนี้ซื้อขาดได้ไหม
-
❌ Before (อธิบายไม่ถูก): “You buy, you get paper. But only 49% foreigner.”
-
ผลลัพธ์: ลูกค้าสับสนเรื่องโควตาและสิทธิทางกฎหมาย
-
-
✅ After (มืออาชีพ): “This project is a Freehold property, meaning you will possess full ownership of the unit indefinitely. As a foreigner, you are eligible to purchase under the foreign quota, which allows you to own the condo in your own name legally.”
-
ผลลัพธ์: ชัดเจน ถูกต้องตามกฎหมาย สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ
-
Case 2: ลูกค้าติเรื่องราคา (Price Objection)
สถานการณ์: ลูกค้าบอกว่าโครงการข้างๆ ถูกกว่า
-
❌ Before (เถียง/ยอม): “No, we better. Quality good.” หรือ “Okay, I ask boss discount.”
-
ผลลัพธ์: ไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ หรือเสียราคา
-
-
✅ After (เน้นมูลค่า): “I understand that price is a key factor. While the other project might have a lower starting price, our unit comes fully furnished with imported materials and includes Smart Home automation. Plus, our location offers a higher rental yield of approx 5-6%.”
-
ผลลัพธ์: เปรียบเทียบให้เห็นความคุ้มค่าและการลงทุน (Value-Driven)
-
Case 3: การพาชมส่วนกลาง (Facility Tour)
สถานการณ์: พาดูสระว่ายน้ำ
-
❌ Before (บอกสิ่งที่เห็น): “This is swimming pool. Big and nice.”
-
ผลลัพธ์: ธรรมดา น่าเบื่อ
-
-
✅ After (ขายไลฟ์สไตล์): “Here is our saltwater infinity pool with a panoramic city view. It’s the perfect spot to relax after work and watch the sunset. We also have a separate kids’ pool area for safety.”
-
ผลลัพธ์: ลูกค้าจินตนาการภาพตัวเองมาใช้งาน (Emotional Connection)
-
เครื่องมือที่ใช้ / กรอบแนวคิดในการเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำ English for Real Estate ไปประยุกต์ใช้ได้จริง B-Tools Training ผสมผสานความรู้อสังหาฯ เข้ากับทักษะภาษา:
1. FAB Technique for Property
เราสอนให้นำคุณสมบัติของห้อง/โครงการ (Feature) มาแปลงเป็นข้อดี (Advantage) และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Benefit)
-
Feature: “This unit faces North.”
-
Advantage: “It doesn’t get direct sunlight in the afternoon.”
-
Benefit: “So your room stays cool all day, and you save on electricity bills.”
2. Real Estate Glossary Bank
เราแจก “คลังคำศัพท์อสังหาริมทรัพย์” ที่แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน อ้างอิงจากมาตรฐานสากล ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศัพท์การลงทุนได้ที่ Investopedia: Real Estate Terms เพื่อให้มีความรู้แน่นปึ้ก
3. Simulation & Role Play
-
Site Visit Simulation: จำลองสถานการณ์พาลูกค้าชมโครงการจริง (Site Visit) ตั้งแต่ Lobby จนถึงห้องตัวอย่าง
-
Contract Explaining: ฝึกอ่านและอธิบายสัญญาจะซื้อจะขายภาษาอังกฤษ เพื่อความแม่นยำ
4. Learning Methodology: Active Learning
เน้นการฝึกพูด (Speaking) 70% และทฤษฎี 30% โดยใช้ภาพห้องตัวอย่างและแปลนห้อง (Floor Plan) จริงมาเป็นสื่อการสอน
เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ
หลังจากผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร English for Real Estate ผู้เข้าอบรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนี้:
-
ใช้ศัพท์เทคนิคได้คล่อง: สามารถใช้คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้าง วัสดุ และสัญญา ได้อย่างถูกต้องแบบมืออาชีพ
-
นำเสนอได้อย่างน่าหลงใหล: สามารถบรรยายจุดขายของโครงการให้น่าสนใจ สร้างอารมณ์ร่วม และจูงใจให้ลูกค้าอยากซื้อ
-
ปิดการขายลูกค้าต่างชาติได้: มีความมั่นใจในการเจรจาต่อรองและปิดดีลกับชาวต่างชาติ โดยไม่ติดขัดเรื่องภาษา
-
ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน: สามารถอธิบายเรื่อง Yield, Capital Gain และความคุ้มค่าในการลงทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
-
จัดการเอกสารสัญญาได้: เข้าใจและอธิบายเงื่อนไขในสัญญาภาษาอังกฤษ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
กลุ่มเป้าหมาย
หลักสูตร ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นี้เหมาะสำหรับบุคลากรในแวดวง Property ทุกภาคส่วน:
-
Real Estate Agents / Brokers: นายหน้าอิสระหรือสังกัดบริษัทที่ต้องการเจาะตลาดลูกค้าอินเตอร์
-
Sales & Marketing Team: ทีมขายโครงการ (Project Sales) ของ Developer
-
Property Management: นิติบุคคลอาคารชุดที่ต้องสื่อสารกับลูกบ้านชาวต่างชาติ
-
Business Development: ฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่ต้องดีลกับ Partner ต่างประเทศ
-
Legal Support: ฝ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ต้องดูแลเอกสารสัญญา
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
Q: หลักสูตร English for Real Estate ต้องมีพื้นฐานระดับไหน?
A: แนะนำระดับ Pre-Intermediate (พอสื่อสารพื้นฐานได้) เพื่อให้สามารถเรียนรู้ศัพท์เทคนิคและการสร้างประโยคขายที่ซับซ้อนได้ แต่หากพื้นฐานน้อย เราจะเน้นสอน Pattern ประโยคสำเร็จรูป (Scripting) ที่จำไปใช้ได้เลย
Q: รับจัดอบรมแบบ In-house Training ที่โครงการไหม?
A: ใช่ครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัดอบรม In-house โดยเราแนะนำให้จัดที่ Sales Gallery หรือโครงการจริงของท่าน เพื่อให้พนักงานได้ฝึก Role Play กับห้องตัวอย่างจริง (On-the-job Training) ซึ่งได้ผลดีที่สุด
Q: สอนครอบคลุมทั้งขายและเช่าไหม?
A: ครอบคลุมครับ เราสอนทั้งกระบวนการขาย (Sales) และการปล่อยเช่า (Leasing/Rentals) รวมถึงศัพท์ที่ใช้ต่างกันในสองบริบทนี้
Q: ใช้เวลาเรียนกี่วัน? A: หลักสูตรมาตรฐานคือ 1 วัน (6 ชั่วโมง) ครอบคลุมคำศัพท์และการนำเสนอ แต่หากต้องการเน้น Role Play การเจรจาต่อรองและการปิดการขายแบบเข้มข้น แนะนำหลักสูตร 2 วันครับ
โอกาสในการขายอสังหาฯ ให้ชาวต่างชาติมีมหาศาล อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเพียงเพราะกำแพงภาษา การลงทุนพัฒนาทักษะ English for Real Estate ให้กับทีมงาน คือการลงทุนที่สร้าง ROI กลับมาเป็นยอดโอนที่คุ้มค่าที่สุด
B-Tools Training พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ในการปั้นทีมขายอสังหาฯ มือโปรให้กับท่าน สนใจจัดอบรมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเรา ได้ทันทีเพื่อรับข้อเสนอพิเศษ หรือดูหลักสูตร Soft Skills อื่นๆ ได้ที่หน้า Soft Skills Training
Last Updated on December 4, 2025


