Negotiation & Influencing Skills – หลักสูตรทักษะการเจรจาต่อรองและการโน้มน้าวใจ เพื่อชัยชนะแบบ Win-Win

หลักสูตร Negotiation & Influencing Skills เน้น อบรมการเจรจาต่อรอง และศิลปะโน้มน้าวใจ เรียนรู้กลยุทธ์ Win-Win และจิตวิทยาปิดดีลเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ
บรรยากาศการฝึกการเจรจาต่อรองด้วยทักษะ Negotiation Skills

 

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและผลประโยชน์ทับซ้อน ทุกการสนทนาคือการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นการปิดการขายกับลูกค้า การต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ หรือแม้แต่การขอกำลังคนเพิ่มจากหัวหน้างาน การอบรม Negotiation & Influencing Skills หรือ ทักษะการเจรจาต่อรองและการโน้มน้าวใจ จึงเปรียบเสมือน “อาวุธคู่กาย” ของคนทำงานมืออาชีพ ที่จะช่วยเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือ และเปลี่ยนข้อเรียกร้องให้เป็นข้อตกลงที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย

B-Tools Training เข้าใจดีว่า หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการเจรจาคือการ “เอาชนะ” (Win-Lose) หรือต้องพูดเก่งเท่านั้นถึงจะรอด แต่ในความเป็นจริง การเจรจาที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัย Mindset ที่ถูกต้อง จิตวิทยาการโน้มน้าว และกระบวนการคิดที่เป็นระบบ เราจึงพัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้นเพื่อยกระดับทักษะของบุคลากรให้สามารถบริหารจัดการความขัดแย้ง รักษาผลประโยชน์ขององค์กร และสร้างสายสัมพันธ์ระยะยาว (Long-term Relationship) ได้อย่างยั่งยืน

 


 

ภาพรวมของหลักสูตรการเจรจาต่อรอง

หลักสูตรการเจรจาต่อรอง ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะแบบเข้มข้น (Intensive Workshop) โดยผสมผสานทฤษฎีระดับโลกเข้ากับกรณีศึกษาจริง แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลสำคัญ:

Module 1: The Psychology of Negotiation (จิตวิทยาการเจรจาต่อรอง)

การเจรจาเริ่มต้นที่วิธีคิดและการอ่านเกม

  • Win-Win Mindset: การปรับทัศนคติจากการจ้องจะ “เอาเปรียบ” เป็นการ “สร้างคุณค่าร่วมกัน” (Creating Shared Value) เพื่อความยั่งยืน

  • Styles of Negotiation: การวิเคราะห์สไตล์การเจรจาของตนเองและคู่ค้า (Competitive, Collaborative, Compromising, Avoiding, Accommodating) เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม

  • Emotional Intelligence (EQ): การควบคุมอารมณ์และอ่านภาษาภาย (Body Language) ของคู่เจรจา เพื่อจับสัญญาณความพอใจหรือความลังเล

Module 2: Preparation & Strategy (การเตรียมตัวและวางกลยุทธ์)

ชัยชนะเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มเจรจา

  • BATNA Mastery: การกำหนด “ทางเลือกที่ดีที่สุดหากการเจรจาล้มเหลว” (BATNA – Best Alternative to a Negotiated Agreement) เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

  • ZOPA Analysis: การหา “โซนที่สามารถตกลงกันได้” (Zone of Possible Agreement) ระหว่างเราและเขา

  • Setting Objectives: การกำหนดเป้าหมายสูงสุด (Ideal), เป้าหมายที่รับได้ (Target), และจุดถอย (Walk-away point)

Module 3: The Art of Influencing (ศิลปะการโน้มน้าวใจ)

เมื่ออำนาจสั่งการใช้ไม่ได้ผล ต้องใช้การโน้มน้าว

  • Cialdini’s 6 Principles of Persuasion: การประยุกต์ใช้กฎการโน้มน้าวใจระดับโลก (เช่น Reciprocity, Scarcity, Authority) ในบริบทธุรกิจ

  • Building Rapport: เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจอย่างรวดเร็ว เพื่อลดกำแพงในใจของคู่สนทนา

  • Push vs. Pull Styles: การเลือกใช้วิธีการผลัก (ใช้เหตุผล/ตรรกะ) หรือการดึง (ใช้การสร้างแรงบันดาลใจ/การฟัง) ตามสถานการณ์

Module 4: Negotiation Process & Tactics (กระบวนการและเทคนิคเจรจา)

ขั้นตอนการเดินเกมบนโต๊ะเจรจา

  • Opening the Deal: เทคนิคการเปิดข้อเสนอแรก (Anchoring Effect) อย่างไรให้ได้เปรียบ

  • Bargaining & Concession: ศิลปะการต่อรองและการแลกเปลี่ยนเงื่อนไข “ถ้าคุณให้ A ผมจะให้ B” (If you…, then I…)

  • Handling Tactics: วิธีรับมือกับเล่ห์เหลี่ยมการเจรจา เช่น การเล่นบทตำรวจดี-ตำรวจเลว (Good Cop/Bad Cop) หรือการกดดันเรื่องเวลา

Module 5: Closing & Agreement (การปิดการเจรจา)

  • Closing Techniques: สัญญาณการซื้อและการปิดดีลอย่างมืออาชีพ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในนาทีสุดท้าย

  • Formalizing Agreement: การสรุปข้อตกลงให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในอนาคต

(หากท่านต้องการเสริมทักษะความเป็นผู้นำเพื่อบริหารทีมเจรจา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หลักสูตร Leadership Skills Training ของเรา)

 


 

Pain Point ที่แก้ไขได้ด้วยการ อบรมการเจรจาต่อรอง

จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) ร่วมกับองค์กรชั้นนำ พบว่าปัญหาที่องค์กรต้องการแก้ไขด้วยหลักสูตร เทคนิคการโน้มน้าวใจ และการเจรจานี้ มีดังนี้:

  1. Leaving Money on the Table: พนักงานขายรีบให้ส่วนลดมากเกินไปเพียงเพราะกลัวเสียลูกค้า ทำให้บริษัทสูญเสียกำไรที่ควรจะได้ (Profit Leakage)

  2. Fear of Conflict: พนักงานไม่กล้าต่อรองกับซัพพลายเออร์ หรือไม่กล้าปฏิเสธงานแทรกซ้อน ยอมรับเงื่อนไขที่เสียเปรียบเพราะเกรงใจ

  3. Deadlock Situations: การเจรจาถึงทางตัน หาทางออกไม่ได้ และจบลงด้วยความขัดแย้งหรือการยกเลิกดีล

  4. Lack of Preparation: เข้าห้องประชุมไปเจรจาโดยไม่มีข้อมูล ไม่รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง ทำให้ถูกคู่ค้าคุมเกม (Outsmarted)

  5. Internal Conflict: การประสานงานระหว่างแผนก (Cross-functional) ล้มเหลว เพราะต่างฝ่ายต่างยึดจุดยืนของตัวเอง ไม่รู้จักการประนีประนอม

  6. Ineffective Communication: พูดเยอะแต่โน้มน้าวใจไม่ได้ ขาดศิลปะในการนำเสนอสิ่งที่อีกฝ่ายจะได้รับ (Benefit Selling)

หลักสูตรนี้จะช่วย Unlock ศักยภาพของทีมงาน เปลี่ยนจากผู้ตามเกม เป็นผู้คุมเกม และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้

 


 

ตัวอย่างสถานการณ์ ก่อน-หลัง อบรม Negotiation Skills

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทักษะการเจรจาต่อรอง จะช่วยเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างวิธีการเดิม (Before) กับวิธีการใหม่ (After):

Case 1: การต่อรองราคากับลูกค้า (Sales Negotiation)

สถานการณ์: ลูกค้ารายใหญ่ขอลดราคา 20% ไม่งั้นจะไม่ซื้อ

  • ❌ Before (ยอมจำนน): พนักงานกลัวเสียลูกค้า รีบไปขออนุมัติลดราคาให้ทันที ทำให้ Margin ของบริษัทลดฮวบ

  • ✅ After (เจรจาแลกเปลี่ยน): “เราเข้าใจข้อจำกัดงบประมาณของคุณครับ แต่ราคาที่เราเสนอไปเป็นราคาที่ดีที่สุดสำหรับคุณภาพระดับนี้ หากต้องการลดราคา 20% เราอาจจะต้องปรับลดระยะเวลาการรับประกัน หรือปรับสเปกบางส่วนลง คุณสะดวกแบบไหนครับ?” (Trade-off Strategy: ไม่ลดราคาฟรีๆ แต่ต้องมีการแลกเปลี่ยน)

Case 2: การขอทรัพยากรเพิ่มจากผู้บริหาร (Internal Influencing)

สถานการณ์: ผู้จัดการฝ่ายผลิตต้องการของบซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่บริษัทกำลังรัดเข็มขัด

  • ❌ Before (ขอร้อง): “เครื่องเก่ามันเสียบ่อยครับ ขอซื้อใหม่เถอะครับ จะได้ทำงานง่ายขึ้น” (เน้นความต้องการตัวเอง)

  • ✅ After (โน้มน้าวด้วยผลลัพธ์): “จากการวิเคราะห์ หากเราลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ จะช่วยลดของเสียได้ 15% และประหยัดค่าซ่อมบำรุงปีละ 5 แสนบาท ซึ่งจะคืนทุนภายใน 2 ปีและเพิ่มกำไรระยะยาวครับ” (Benefit-Driven: เน้นประโยชน์ที่องค์กรจะได้)

Case 3: การดีลกับ Supplier ที่ส่งของช้า (Vendor Management)

สถานการณ์: ซัพพลายเออร์เจ้าประจำส่งวัตถุดิบไม่ทันกำหนด ทำให้ไลน์ผลิตสะดุด

  • ❌ Before (ใช้อารมณ์): โทรไปต่อว่ารุนแรง ขู่จะเลิกจ้าง ซึ่งอาจทำให้ซัพพลายเออร์ทิ้งงานกลางคัน

  • ✅ After (แก้ปัญหา): “สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบหนักมากต่อเรา เราจำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน หากคุณส่งของล็อตแรกมาก่อนภายในพรุ่งนี้ได้ เราจะยังไม่ปรับค่าล่าช้า แต่ส่วนที่เหลือต้องมาภายในวันศุกร์ คุณทำได้ไหม?” (Problem Solving: หาทางออกร่วมกันแต่ยังรักษาจุดยืน)

 


 

เครื่องมือที่ใช้ / กรอบแนวคิดในการเรียน

เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำ หลักสูตรเจรจาต่อรอง ไปประยุกต์ใช้ได้จริง B-Tools Training ผสมผสานทฤษฎีระดับโลกเข้ากับ Workshop เชิงปฏิบัติ:

1. The Harvard Negotiation Project (Principled Negotiation)

แนวคิดการเจรจาบนพื้นฐานของหลักการ (ไม่ใช่จุดยืน) ที่เน้น 4 องค์ประกอบ:

  • People: แยกเรื่องคนออกจากปัญหา

  • Interests: โฟกัสที่ผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ใช่จุดยืน (Position)

  • Options: สร้างทางเลือกที่หลากหลายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

  • Criteria: ใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เป็นกลางในการตัดสิน

2. DISC Personality Model

เครื่องมือวิเคราะห์คนเพื่อปรับสไตล์การเจรจาและการโน้มน้าวให้เข้ากับจริตของคู่สนทนา:

  • D (Dominance): เจรจาด้วยความกระชับ เน้นผลลัพธ์

  • I (Influence): เจรจาด้วยบรรยากาศที่ดี เน้นสายสัมพันธ์

  • S (Steadiness): เจรจาด้วยความนุ่มนวล ให้ความมั่นใจ

  • C (Conscientiousness): เจรจาด้วยข้อมูล รายละเอียด ข้อเท็จจริง

3. Role Play & Video Feedback

เราจำลองสถานการณ์จริง (Business Simulation) ให้ผู้เรียนได้ฝึกเจรจาแบบสดๆ โดยมีการบันทึกวิดีโอและให้ Feedback แบบเจาะลึก เพื่อให้เห็นจุดที่ต้องปรับปรุง ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และคำพูด

 

รูปแบบการอบรมการเจรจาต่อรองที่เน้นการลงมือทำจริง

เราเชื่อว่าทักษะนี้เกิดจากการฝึกฝน การ อบรมการเจรจาต่อรอง ของ B-Tools จึงลดการบรรยายทฤษฎีให้น้อยที่สุด และเน้น Workshop ถึง 70% ผ่านกิจกรรม Role Play จำลองสถานการณ์จริง พร้อมรับ Feedback ตรงจากวิทยากร เพื่อให้ผู้เรียนมั่นใจก่อนลงสนามจริง

 


 

เมื่อจบหลักสูตร Negotiation Skills ผู้เรียนจะสามารถ

หลังจากผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตรการเจรจาต่อรอง ผู้เข้าอบรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนี้:

  1. รักษาผลประโยชน์ได้สูงสุด: สามารถปิดการขายหรือเจรจาเงื่อนไขที่ดีที่สุดให้กับองค์กร โดยไม่เสียเปรียบ

  2. เปลี่ยนคู่ขัดแย้งเป็นพันธมิตร: สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการเจรจาที่ตึงเครียด ให้เป็นความร่วมมือแบบ Win-Win Strategy

  3. มีความมั่นใจ: กล้าที่จะต่อรอง กล้าปฏิเสธ และกล้าเรียกร้องสิ่งที่ควรจะได้ ด้วยท่าทีที่สุภาพและมืออาชีพ

  4. โน้มน้าวใจคนได้: สามารถใช้จิตวิทยาและวาทศิลป์ในการจูงใจหัวหน้า ลูกน้อง หรือลูกค้า ให้คล้อยตามโดยไม่รู้ตัว

  5. เตรียมตัวอย่างเป็นระบบ: เลิกใช้สัญชาตญาณ (Gut Feeling) และหันมาใช้ข้อมูลและการวางแผนกลยุทธ์ (BATNA) ในการเจรจา

 

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากหลักสูตรการเจรจาต่อรองนี้

การส่งทีมงานเข้าอบรม หลักสูตรการเจรจาต่อรอง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด พนักงานของท่านจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของบริษัทได้ดีขึ้น ลดการสูญเสียกำไรจากการให้ส่วนลดโดยไม่จำเป็น และสามารถเปลี่ยนข้อขัดแย้งกับคู่ค้าให้กลายเป็นความร่วมมือระยะยาว (Long-term Partnership) ได้อย่างยั่งยืน

 


 

กลุ่มเป้าหมายที่ควรเข้า อบรมการเจรจาต่อรอง

หลักสูตร Negotiation & Influencing Skills ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับบุคลากรในทุกระดับที่ต้องใช้การสื่อสารเพื่อผลักดันผลลัพธ์ทางธุรกิจ:

  • Sales & Business Development: ทีมขายที่ต้องเจรจาปิดการขาย ต่อรองราคา และรักษาผลกำไร (Margin) ไม่ให้ลดลงจากการให้ส่วนลด

  • Procurement & Purchasing: ฝ่ายจัดซื้อที่ต้องเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุน (Cost Saving) และได้เงื่อนไขการชำระเงิน (Credit Term) ที่ดีที่สุด

  • Managers & Team Leaders: หัวหน้างานที่ต้องโน้มน้าวลูกน้อง บริหารความขัดแย้งในทีม และเจรจาขอกำลังคนหรืองบประมาณจากผู้บริหาร

  • Project Managers: ผู้บริหารโครงการที่ต้องประสานงานกับหลายฝ่าย (Stakeholders) เพื่อให้โครงการสำเร็จตามกำหนดโดยไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง

  • HR Professionals: ฝ่ายบุคคลที่ต้องเจรจาเรื่องสวัสดิการ การจ้างงาน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน หรือเจรจากับสหภาพแรงงาน

  • Legal & Contract Managers: ฝ่ายกฎหมายหรือผู้ดูแลสัญญา ที่ต้องเจรจาเงื่อนไขและข้อผูกมัดต่างๆ ให้รัดกุมและยุติธรรม

  • Marketing & PR Teams: นักการตลาดที่ต้องต่อรองค่าสื่อ (Media Buying) ดีลกับ Influencer หรือเจรจาค่าจ้างออแกไนเซอร์

  • Customer Service Managers: หัวหน้างานบริการลูกค้าที่ต้องรับมือกับลูกค้ารายสำคัญ (VIP) หรือเจรจาเพื่อยุติข้อร้องเรียนที่ซับซ้อน

  • Business Owners & Entrepreneurs: เจ้าของกิจการที่ต้องเจรจากับนักลงทุน หุ้นส่วน หรือธนาคาร เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

  • Government Officials: เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องเจรจาประสานงานระหว่างหน่วยงาน หรือเจรจากับภาคเอกชนเพื่อความร่วมมือต่างๆ


 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q: หลักสูตร Negotiation Skillsใช้เวลาเรียนกี่วัน?

A: หลักสูตรมาตรฐานคือ 2 วัน (12 ชั่วโมง) เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน Role Play ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมตัว การเจรจา จนถึงการปิดดีล แต่หากต้องการเน้นเฉพาะเทคนิคการโน้มน้าวใจ (Influencing) สามารถจัดเป็นหลักสูตร 1 วันได้

Q: สามารถจัดอบรมแบบ In-house Training ได้หรือไม่?

A: ได้แน่นอนครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัดอบรมภายในองค์กร โดยเราสามารถปรับโจทย์ Role Play (Customized) ให้ตรงกับธุรกิจของท่าน เช่น การเจรจาต่อสัญญาเช่า, การเจรจาหนี้, หรือการขายโครงการ B2B

Q: จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อนไหม?

A: ไม่จำเป็นครับ หลักสูตรนี้สอนตั้งแต่ Mindset พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง (Advanced Tactics) เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์แล้วแต่ต้องการเสริมเขี้ยวเล็บ

Q: เรียนแล้วจะเอาไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ไหม?

A: ได้แน่นอนครับ ทักษะนี้เป็น Life Skill ที่ใช้ได้ตั้งแต่การต่อรองราคาของในตลาด การคุยกับคนในครอบครัว ไปจนถึงการดีลธุรกิจระดับร้อยล้าน

 


 

การเจรจาต่อรองไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ การลงทุนพัฒนานี้ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนที่สุด เพราะ “สิ่งที่คุณได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่คุณสมควรได้ แต่เป็นสิ่งที่คุณเจรจามาได้”

ยกระดับทีมงานของคุณวันนี้ด้วย หลักสูตรอบรมการเจรจาต่อรอง ที่เห็นผลจริง สนใจจัดอบรมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเรา ได้ทันทีเพื่อรับข้อเสนอพิเศษ หรือดูหลักสูตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่หน้า Soft Skills Training

 

Table of Contents

Conflict Management – หลักสูตรการบริหารความขัดแย้ง

เปลี่ยนวิกฤตความขัดแย้งให้เป็นโอกาสด้วยหลักสูตร Conflict Management เรียนรู้เทคนิคการใช้ EQ ควบคุมอารมณ์ เข้าใจสไตล์การรับมือปัญหา และศิลปะการเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อสร้างความเข้าใจและลดปัญหาดราม่าในองค์กร

อ่านต่อ »

Agile Mindset – หลักสูตรปรับวิธีคิด เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง

อบรม Agile Mindset เพื่อการทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อลูกค้าได้ทันท่วงที เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวสู่ยุค Digital Transformation

อ่านต่อ »

AI for Productivity – หลักสูตรประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ปลดล็อกศักยภาพการทำงานด้วย AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เรียนรู้การใช้ Generative AI (ChatGPT, Copilot) และเทคนิค Prompt Engineering เพื่อลดเวลาทำงานซ้ำซาก

อ่านต่อ »