English for Retail Sales – หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย ปิดการขายสู่ Top Sales

เพิ่มยอดขายด้วย หลักสูตร English for Retail Sales (อบรมภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย) เน้นปิดการขาย และบริการลูกค้าชาวต่างชาติ เพื่อธุรกิจค้าปลีก
การจำลองสถานการณ์การขายและเทคนิค ด้วยทักษะ English for Retail Sales

 

ในยุคที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ธุรกิจค้าปลีก (Retail Business) ตั้งแต่ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า Duty Free ไปจนถึงร้านแบรนด์เนมสุดหรู ต่างได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อของชาวต่างชาติ แต่บ่อยครั้งที่ “โอกาสในการขาย” ต้องหลุดลอยไปเพียงเพราะพนักงานขาย (Sales Staff) ขาดความมั่นใจในการสื่อสาร หรือใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่สามารถ “โน้มน้าวใจ” ลูกค้าได้

English for Retail Sales หรือ หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย จึงไม่ใช่แค่การสอนให้พูดว่า “Hello” หรือ “How much?” แต่คือการติดอาวุธทักษะการขาย (Sales Skills) ด้วยภาษาอังกฤษ เพื่อให้ พนักงานขายหน้าร้าน สามารถนำเสนอสินค้า แก้ไขข้อโต้แย้ง และปิดการขาย (Close the Sale) ได้อย่างมืออาชีพ B-Tools Training พัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้นเพื่อเปลี่ยนพนักงานขายธรรมดา ให้กลายเป็น “นักขายมือโปร” ที่พร้อมสร้างยอดขายและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า (Customer Experience)

 


 

ภาพรวมของหลักสูตร English for Retail Sales

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมกระบวนการขาย (Sales Cycle) ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลสำคัญ ที่เน้นการนำไปใช้จริงหน้าร้าน (Shop Floor):

Module 1: The Art of Welcoming & Building Rapport (การต้อนรับและสร้างความสัมพันธ์)

ด่านแรกของการขายคือความประทับใจ

  • Professional Greeting: การทักทายลูกค้าแต่ละประเภท (นักท่องเที่ยว, Expat, นักธุรกิจ) อย่างเหมาะสม ไม่รุกเร้าจนเกินไป

  • Breaking the Ice: ประโยค Small Talk เพื่อละลายพฤติกรรมและเปิดบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ

  • Offering Assistance: วิธีเสนอความช่วยเหลือที่สุภาพ เช่น “Feel free to look around, let me know if you need help with sizes.”

Module 2: Product Presentation & Demonstration (การนำเสนอสินค้า)

เปลี่ยน “คุณสมบัติ” ให้เป็น “ประโยชน์” ที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ลง

  • Describing Products: คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับอธิบายรายละเอียดสินค้า (Material, Texture, Function) สำหรับสินค้าประเภทต่างๆ เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • FAB Technique (Feature-Advantage-Benefit): การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเชื่อมโยงคุณสมบัติสินค้าเข้ากับประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ

  • Storytelling: การเล่าสตอรี่ของแบรนด์หรือสินค้าให้น่าสนใจและดูมีมูลค่า (Value Proposition)

Module 3: Handling Objections & Negotiation (การจัดการข้อโต้แย้ง)

เมื่อลูกค้าบอกว่า “แพงไป” หรือ “ขอคิดดูก่อน”

  • Dealing with Price Objections: วิธีตอบกลับเมื่อลูกค้าบ่นเรื่องราคา โดยไม่ต้องรีบลดราคา แต่เน้นย้ำความคุ้มค่า (Value over Price)

  • Handling “Just Looking”: เทคนิคการเปลี่ยนลูกค้าที่ “แค่มาดู” ให้เกิดความสนใจจริงจัง

  • Negotiation Skills: ภาษาอังกฤษสำหรับการต่อรองของแถมหรือส่วนลด โดยยังรักษากำไรของบริษัทไว้ได้

Module 4: Closing & Upselling (การปิดการขายและเพิ่มยอด)

หัวใจสำคัญของธุรกิจค้าปลีกคือยอดขาย

  • Closing Techniques: ประโยคปิดการขายที่ได้ผลจริง เช่น The Alternative Close (“Do you prefer the black one or the blue one?”)

  • Cross-selling & Upselling: เทคนิคการเชียร์สินค้าเพิ่ม หรือแนะนำรุ่นที่แพงกว่า อย่างแนบเนียนและไม่น่ารำคาญ

  • Tax Refund & Payment: การอธิบายขั้นตอนการคืนภาษี (VAT Refund) และกระบวนการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยว

Module 5: Handling Complaints & After-Sales Service (การรับมือข้อร้องเรียน)

  • Service Recovery: การขอโทษและแก้ไขปัญหาเมื่อสินค้าชำรุดหรือบริการผิดพลาด

  • Return & Exchange Policy: การอธิบายกฎระเบียบเรื่องการคืน/เปลี่ยนสินค้าอย่างชัดเจนและสุภาพ

“ยกระดับมาตรฐานการบริการหน้าร้านสู่ระดับสากลด้วย [บริการฝึกอบรมพนักงานสำหรับองค์กร] เราเป็นผู้นำด้านการจัดฝึกอบรมภาษาและทักษะการทำงานสำหรับองค์กรชั้นนำในประเทศไทย”

 


 

Pain Point ที่ หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย มุ่งแก้ไข

จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) กับแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำ พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้ยอดขายไม่เดินและต้องจัด อบรม English for Retail Sales คือ:

  • Fear of Approaching: พนักงานไม่กล้าเดินเข้าไปทักลูกค้าต่างชาติ เพราะกลัวพูดไม่ออก ทำให้เสียโอกาสการขายตั้งแต่เริ่ม

  • “No Have” Syndrome: เมื่อสินค้าหมด หรือไม่มีไซส์ พนักงานมักตอบห้วนๆ ว่า “No have” แล้วเดินหนี แทนที่จะแนะนำสินค้าทดแทน (Alternative Products)

  • Silent Selling: พนักงานยืนเฝ้าลูกค้าเฉยๆ อธิบายจุดเด่นสินค้าไม่ได้ ทำให้ลูกค้าไม่เห็นความแตกต่างและตัดสินใจไม่ซื้อ

  • Direct Translation: การแปลไทยเป็นอังกฤษตรงตัวที่ฟังดูหยาบคาย เช่นพูดว่า “You buy this” (คุณซื้ออันนี้สิ) แทนที่จะเป็น “I highly recommend this one for you.”

  • Missed Upselling: ไม่กล้าเชียร์ขายเพิ่ม เพราะกลัวลูกค้าลำบากใจ ทำให้ยอดต่อบิล (Basket Size) ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

หลักสูตร English for Retail Sales จะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ เปลี่ยนความกลัวเป็นความมั่นใจ และเปลี่ยนพนักงานขายธรรมดาให้เป็น Brand Ambassador ที่ทรงพลัง

 


 

ตัวอย่างสถานการณ์ ก่อน-หลัง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าหลักสูตร English for Retail Sales จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างการขายแบบเดิม (Before) กับแบบมืออาชีพ (After):

Case 1: สินค้าหมด (Out of Stock)

  • สถานการณ์: ลูกค้าอยากได้เสื้อไซส์ M แต่ของหมด

  • Before (แบบเดิม): “No size M. Finish.”

    • ผลลัพธ์: ลูกค้าผิดหวังและเดินออกจากร้านทันที (Lost Sale)

  • After (แบบมืออาชีพ): “I apologize, the size M is currently out of stock. However, we have a similar style in the new collection that just arrived. Would you like to try it on? The fabric is actually softer.”

    • ผลลัพธ์: รักษาโอกาสการขายด้วยการเสนอสินค้าทดแทน (Alternative)

Case 2: ลูกค้าติว่าแพง (Price Objection)

  • สถานการณ์: ลูกค้าบอกว่า “It’s too expensive.”

  • Before (แบบเดิม): “Yes, expensive because good quality.” (ยิ้มแห้งๆ)

    • ผลลัพธ์: ไม่สามารถโน้มน้าวใจได้

  • After (แบบมืออาชีพ): “I understand your concern. The reason for the price is the premium leather which is water-resistant and lasts for years. It’s actually our best-seller for long-term value.”

    • ผลลัพธ์: ใช้เทคนิคเน้นคุณค่า (Value) เพื่อหักล้างเรื่องราคา

Case 3: การปิดการขาย (Closing)

  • สถานการณ์: ลูกค้าลังเลอยู่หน้ากระจก

  • Before (แบบเดิม): “You like? You buy?”

    • ผลลัพธ์: กดดันลูกค้าเกินไป

  • After (แบบมืออาชีพ): “It fits you perfectly! And just so you know, we have a promotion today—if you buy two, you get 10% off. Shall I wrap this one up for you along with the matching belt?”

    • ผลลัพธ์: ใช้โปรโมชั่นและ Upselling กระตุ้นการตัดสินใจ

 


 

เครื่องมือที่ใช้ / กรอบแนวคิดในการเรียน

เพื่อให้พนักงานขายสามารถนำ English for Retail Sales ไปใช้ได้จริงหน้าร้าน B-Tools Training ใช้เทคนิคการสอนแบบ Active Learning:

1. FAB Model Integration

เราสอนให้พนักงานวิเคราะห์สินค้าของตัวเองด้วยหลักการ Features, Advantages, and Benefits (FAB):

  • Feature (คุณสมบัติ): สินค้านี้ทำจากอะไร? (e.g., “This jacket is made of Gore-Tex.”)

  • Advantage (ข้อดี): มันดียังไง? (e.g., “It is completely waterproof.”)

  • Benefit (ประโยชน์): ลูกค้าได้อะไร? (e.g., “So you will stay dry and warm even in heavy rain.”)

2. Mystery Shopper Simulation

การจำลองสถานการณ์เสมือนจริง (Role Play) โดยให้ผู้เรียนสลับกันเป็นลูกค้าและพนักงานขาย โดยมีโจทย์ที่ท้าทาย เช่น ลูกค้าเรื่องมาก, ลูกค้ารีบ, หรือลูกค้าที่มีงบจำกัด เพื่อฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

3. Customized Scripts (บทพูดสำเร็จรูป)

เราช่วยออกแบบ “บทพูดการขาย” (Sales Scripts) ที่ตรงกับสินค้าของท่าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • Cosmetics & Skincare: เน้นคำศัพท์เรื่องผิว ส่วนผสม และผลลัพธ์

  • Fashion & Apparel: เน้นคำศัพท์เรื่องเนื้อผ้า การมิกซ์แอนด์แมทช์ และไซส์

  • Electronics: เน้นคำศัพท์เรื่องสเปก การรับประกัน และการใช้งาน

 


 

เมื่อจบหลักสูตร English for Retail Sales ผู้เรียนจะสามารถ

หลังจากผ่านการ อบรมภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย ผู้เรียนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทักษะอย่างเป็นรูปธรรม:

  1. กล้าทักทายลูกค้า: มีความมั่นใจในการเดินเข้าหาและเริ่มบทสนทนากับชาวต่างชาติอย่างเป็นธรรมชาติ

  2. นำเสนอสินค้าได้น่าสนใจ: สามารถอธิบายจุดเด่นและโน้มน้าวใจลูกค้าด้วยหลักการ FAB Model

  3. ปิดการขายเก่งขึ้น: รู้จังหวะในการปิดการขาย (Closing) และเทคนิคการเชียร์สินค้าเพิ่ม (Upselling/Cross-selling)

  4. แก้ปัญหาได้ดี: รับมือกับข้อโต้แย้งและลูกค้าที่อารมณ์เสียได้อย่างมืออาชีพ

  5. ยอดขายเพิ่มขึ้น: เมื่อการสื่อสารดีขึ้น ย่อมส่งผลโดยตรงต่อ Conversion Rate และยอดขายรวมของร้าน

 


 

กลุ่มเป้าหมาย

หลักสูตร English for Retail Sales นี้ ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับบุคลากรในธุรกิจค้าปลีกทุกประเภท:

  • Sales Associates / PC: พนักงานขายหน้าร้าน พนักงานเชียร์สินค้า

  • Store Managers: ผู้จัดการร้านที่ต้องดูแลภาพรวมและแก้ปัญหายากๆ ให้ลูกน้อง

  • Luxury Brand Staff: พนักงานขายสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษระดับพรีเมียม

  • Duty Free Staff: พนักงานร้านค้าปลอดภาษีที่ต้องเจอชาวต่างชาติ 100%

  • Hospitality Retail: พนักงานร้านค้าในโรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว

 


 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q: พนักงานขายพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ค่อยดี เรียนได้ไหม?

A: ได้แน่นอนครับ หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย ของเราเน้นสอน “ประโยคสำเร็จรูป” (Pattern Sentences) ที่จำง่ายและใช้บ่อย พนักงานไม่จำเป็นต้องเก่งไวยากรณ์ลึกซึ้ง ก็สามารถนำไปใช้ปิดการขายได้ทันที

Q: รับจัดอบรมแบบ In-house ที่หน้าร้านหรือห้างสรรพสินค้าไหม?

A: ใช่ครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัดอบรมแบบ In-house Training โดยวิทยากรสามารถเดินทางไปสอนที่ Head Office หรือที่สาขาของท่าน เพื่อให้พนักงานได้ฝึกกับสินค้าจริง (On-the-job Training)

Q: เรียนภาษาอังกฤษสำหรับเซลล์ ใช้เวลากี่วัน?

A: เราแนะนำหลักสูตร 1 วัน (6-8 ชั่วโมง) สำหรับเนื้อหาเข้มข้นที่ครอบคลุมเทคนิคการขายครบกระบวนการ แต่สามารถปรับเป็น Half-day Session (3-4 ชั่วโมง) ได้หากต้องการเน้นเฉพาะเรื่อง เช่น การปิดการขาย

Q: สามารถปรับเนื้อหาให้ตรงกับสินค้าเฉพาะทางได้ไหม?

A: ได้ครับ (Highly Customized) เราสามารถปรับเปลี่ยนตัวอย่างบทสนทนาและคำศัพท์ให้ตรงกับสินค้าของท่าน 100% เช่น หากท่านขายเครื่องประดับ เราจะสอนศัพท์เรื่อง Carat, Clarity, Cut โดยเฉพาะ

 


 

การลงทุน อบรมภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานขาย คือการลงทุนที่เห็นผลลัพธ์เป็นตัวเลขยอดขายที่ชัดเจนที่สุด อย่าปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจหลุดลอยไปเพียงเพราะกำแพงภาษา

“สำหรับพนักงานที่ต้องการปูพื้นฐานไวยากรณ์และการสนทนาทั่วไปก่อนเริ่มเรียนเทคนิคการขาย สามารถดูข้อมูล [คอร์สภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน (English for Work)] ทั้งหมดของเราเพิ่มเติม”

 

Last Updated on February 8, 2026

Table of Contents

Team Building – หลักสูตรกิจกรรมสร้างทีมสัมพันธ์และพลังแห่งความร่วมมือ

สร้างพลังสามัคคีด้วยกิจกรรม Team Building ที่ออกแบบมาเพื่อ ละลายพฤติกรรม (Ice Breaking) ลดช่องว่างระหว่างวัย และเสริมสร้าง การทำงานเป็นทีม (Teamwork) เปลี่ยนความต่างให้เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร

อ่านต่อ »
บรรยากาศการฝึกอบรมหลักสูตรบริหารทรัพยากรมนุษย์สำหรับหัวหน้างาน (HR for Non-HR)

HR for Non-HR – หลักสูตรบริหารทรัพยากรมนุษย์ สำหรับหัวหน้างานที่ไม่ใช่สายงาน HR

ยกระดับหัวหน้างานด้วยหลักสูตร HR for Non-HR (บริหารทรัพยากรมนุษย์สำหรับหัวหน้างาน) เรียนรู้การคัดเลือก รักษา และประเมินผลทีมงานอย่างมืออาชีพ

อ่านต่อ »
วิทยากรกำลังบรรยายหลักสูตร PDPA Training เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลในองค์กร

หลักสูตรอบรม PDPA ฉบับปฏิบัติจริง เปลี่ยนเรื่องกฎหมายให้เป็นเรื่องง่ายและทำได้ทันที

ลดความเสี่ยงทางกฎหมายด้วยหลักสูตร PDPA Training (อบรม PDPA) เรียนรู้การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล Consent Form และ Data Breach Management

อ่านต่อ »