Conflict Management – หลักสูตรการบริหารความขัดแย้ง

เปลี่ยนวิกฤตความขัดแย้งให้เป็นโอกาสด้วยหลักสูตร Conflict Management เรียนรู้เทคนิคการใช้ EQ ควบคุมอารมณ์ เข้าใจสไตล์การรับมือปัญหา และศิลปะการเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อสร้างความเข้าใจและลดปัญหาดราม่าในองค์กร

 

ในโลกการทำงานจริง “เรื่องงาน” ไม่ยากเท่า “เรื่องคน” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนัก เพราะเมื่อคนร้อยพ่อพันแม่มาทำงานร่วมกัน ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ความขัดแย้ง (Conflict) หากแต่เป็น “วิธีการจัดการ” ที่ผิดพลาด จนทำให้ปัญหาเล็กๆ ลุกลามกลายเป็น “สงครามเย็น” ในออฟฟิศ หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ทำลายประสิทธิภาพขององค์กร หลักสูตร Conflict Management หรือ การบริหารความขัดแย้ง จึงเป็น Soft Skill ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้นำและคนทำงานยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนแรงเสียดทานให้เป็นแรงขับเคลื่อน

B-Tools Training (บีทูลส์ เทรนนิ่ง) เชื่อว่าความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป หากเรารู้วิธีบริหารจัดการ มันจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ๆ หลักสูตรนี้จะพาคุณไปสำรวจต้นตอของปัญหา เรียนรู้วิธีการควบคุมอารมณ์ และฝึกฝนทักษะการเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อให้คุณสามารถยุติข้อขัดแย้งได้อย่างสันติ และสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปี่ยมด้วยความร่วมมือ (Collaboration) อย่างแท้จริง

 


 

ภาพรวมของหลักสูตร

หลักสูตร Conflict Management ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทั้งมิติของ “จิตใจ” (Mindset) และ “ทักษะ” (Skillset) โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลเข้มข้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดได้อย่างมืออาชีพ:

Module 1: Understanding Conflict Dynamics (เข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้ง)

ก่อนจะแก้ปัญหา ต้องรู้ก่อนว่าปัญหานั้นคืออะไรและมาจากไหน

  • ความขัดแย้งในองค์กร: แยกแยะประเภทของความขัดแย้ง ระหว่าง “ความขัดแย้งเรื่องงาน” (Task Conflict) ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และ “ความขัดแย้งเรื่องความสัมพันธ์” (Relationship Conflict) ที่บ่อนทำลายทีม เรียนรู้วงจรการเกิดความขัดแย้ง (Conflict Cycle) เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

  • ทัศนคติเชิงบวก: ปรับ Mindset ใหม่ มองความขัดแย้งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงและการเติบโต (Growth) แทนที่จะมองว่าเป็นอุปสรรค เพื่อให้กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างสร้างสรรค์

Module 2: Emotional Intelligence for Conflict Resolution (EQ เพื่อการจัดการความขัดแย้ง)

อารมณ์คือเชื้อเพลิง ถ้าคุมไม่ได้ ไฟก็ไหม้ลาม

  • ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ): เทคนิคการรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง (Self-Awareness) และการควบคุมอารมณ์ (Self-Regulation) เมื่อถูกกระตุ้นหรือยั่วยุ เพื่อป้องกันการระเบิดอารมณ์ที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง

  • Empathy Map: ฝึกทักษะความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพื่อเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของคู่กรณี ลดอคติ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย

Module 3: Peaceful Communication Tools (เครื่องมือสื่อสารเพื่อสันติ)

คำพูดเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรได้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี

  • การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication – NVC): เรียนรู้เทคนิคการสื่อสารแบบ “I Message” เพื่อบอกความรู้สึกและความต้องการโดยไม่ตำหนิอีกฝ่าย (Non-judgmental)

  • การรับฟัง (Active Listening / Deep Listening): ทักษะการฟังเชิงลึกเพื่อ “ได้ยิน” สิ่งที่ไม่ได้พูด (Unspoken Needs) ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อเตรียมโต้ตอบ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการคลายปมความขัดแย้ง

Module 4: Handling Difficult People & Situations (รับมือคนและสถานการณ์ยากๆ)

เมื่อต้องเจอกับคนที่คุยด้วยยากที่สุด

  • คน Toxic: จิตวิทยาในการรับมือกับเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ เช่น ชอบนินทา, ก้าวร้าว, หรือ Passive Aggressive โดยไม่ให้เราติดเชื้อลบไปด้วย

  • จิตวิทยาการทำงาน: เข้าใจความแตกต่างของบุคลิกภาพ (Personality Types) และแรงจูงใจเบื้องหลังพฤติกรรม เพื่อเลือกวิธีเข้าหาและเจรจาให้เหมาะสมกับคนแต่ละประเภท

Module 5: Mediation & Negotiation Strategy (กลยุทธ์การไกล่เกลี่ยและเจรจา)

หาทางออกที่ทุกคนชนะ (Win-Win Solution)

  • การบริหารความขัดแย้ง: ทำความเข้าใจ 5 สไตล์การรับมือความขัดแย้ง (TKI Model) และเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น เมื่อไหร่ควรยอม (Accommodating) หรือเมื่อไหร่ควรชน (Competing)

  • การเจรจาไกล่เกลี่ย: บทบาทของหัวหน้างานหรือคนกลาง (Mediator) ในการเปิดวงเจรจา ยุติข้อพิพาท และหาข้อตกลงร่วมกันที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

(หากท่านต้องการเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันในทีมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความขัดแย้งในระยะยาว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หลักสูตร Team Building ของเรา)

 


 

Pain Point ที่หลักสูตรมุ่งแก้ไข

จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) ร่วมกับฝ่าย HR และผู้จัดการแผนก พบว่า “ระเบิดเวลา” ในองค์กรที่เกิดจากการขาดทักษะ Conflict Management มีดังนี้:

  1. Silent War: พนักงาน ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่พูดกันตรงๆ ใช้วิธีคว่ำบาตร ไม่ส่งงาน หรือส่งงานช้า ทำให้กระบวนการทำงานสะดุด (Passive Aggressive Behavior)

  2. Productivity Loss: เสียเวลาไปกับการจับกลุ่มนินทา ดราม่า และการเมืองในออฟฟิศ แทนที่จะเอาเวลาไปโฟกัสที่เนื้องานและเป้าหมายองค์กร

  3. High Turnover: คนเก่งลาออกไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะทน คน Toxic หรือทนบรรยากาศการทำงานที่อึดอัดไม่ไหว (Toxic Environment)

  4. Emotional Outbursts: หัวหน้าหรือพนักงานขาด ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา ตะคอกใส่กันในที่ประชุม ทำลายขวัญและกำลังใจของทีม

  5. Silo Mentality: แต่ละแผนกปกป้องผลประโยชน์ตัวเองมากเกินไป มองแผนกอื่นเป็นศัตรู ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน (Inter-departmental Conflict)

  6. Unresolved Issues: ปัญหาถูกปัดไปไว้ใต้พรม ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี จนสะสมและระเบิดออกมาในวันที่สายเกินแก้

หลักสูตรนี้จะช่วย Unlock ปัญหาเหล่านี้ โดยการเปลี่ยนวิธีคิดและมอบเครื่องมือในการ “เคลียร์ใจ” อย่างสร้างสรรค์

 


 

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า Conflict Management ช่วยกู้สถานการณ์วิกฤตความสัมพันธ์ได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบ:

Case 1: ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขายและฝ่ายผลิต

สถานการณ์: ฝ่ายขายรับปากลูกค้ามา แต่ฝ่ายผลิตทำไม่ทัน จึงโทษกันไปมา

  • Before (Blame Game): ฝ่ายขายด่าฝ่ายผลิตว่า “ทำงานช้า” ฝ่ายผลิตด่ากลับว่า “ขายไม่ดูตาม้าตาเรือ” ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์ ไม่ฟังเหตุผล

  • After (Constructive): ใช้ทักษะ การสื่อสารอย่างสันติ และ การบริหารความขัดแย้ง นัดประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน ฝ่ายขายเข้าใจข้อจำกัดการผลิต ฝ่ายผลิตเข้าใจความกดดันของลูกค้า สุดท้ายตกลงทำแผนการผลิตร่วมกัน (Win-Win)

    • ผลลัพธ์: ลดความขัดแย้ง งานส่งมอบทัน และได้ระบบงานใหม่ที่ดีขึ้น

Case 2: ลูกน้องมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

สถานการณ์: พนักงาน A และ B ไม่คุยกันเพราะเรื่องเข้าใจผิด ทำให้บรรยากาศในทีมเสีย

  • Before (Ignore): หัวหน้าปล่อยเบลอ คิดว่า “เดี๋ยวก็ดีกันเอง” แต่ปัญหากลับลุกลามจนทีมแบ่งฝักฝ่าย

  • After (Mediation): หัวหน้าใช้บทบาท การเจรจาไกล่เกลี่ย เรียกทั้งคู่มาคุย (Private Session) ใช้ การรับฟัง (Deep Listening) ให้แต่ละฝ่ายระบาย และช่วยจูนความเข้าใจให้ตรงกัน

    • ผลลัพธ์: พนักงานปรับความเข้าใจกันได้ บรรยากาศทีมกลับมาสดใส

Case 3: การรับมือลูกค้าที่โกรธจัด

สถานการณ์: ลูกค้าโทรมาต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง

  • Before (Reactive): พนักงานเถียงกลับ หรือวางสายใส่ เพราะทนไม่ไหว

  • After (EQ Control): พนักงานใช้ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ควบคุมสติ ฟังจนลูกค้าเย็นลง แล้วใช้คำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ก่อนเสนอทางแก้

    • ผลลัพธ์: ลูกค้าสงบลง และประทับใจในความเป็นมืออาชีพที่สามารถแก้ปัญหาได้

 


 

เครื่องมือที่ใช้ / กรอบแนวคิดในการเรียน

B-Tools Training เลือกใช้โมเดลทางจิตวิทยาและการบริหารระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ มาเป็นแกนหลักในการสอน:

1. Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument (TKI)

โมเดลระดับโลกที่จำแนกสไตล์การรับมือความขัดแย้งเป็น 5 แบบ (Competing, Collaborating, Compromising, Avoiding, Accommodating) เพื่อให้ผู้เรียนเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia: Thomas–Kilmann Conflict Mode Instrument

2. Nonviolent Communication (NVC)

แนวคิดการสื่อสารอย่างสันติของ Marshall Rosenberg ที่เน้นการสังเกต (Observation), ความรู้สึก (Feeling), ความต้องการ (Need), และการขอร้อง (Request) เพื่อลดแรงต้านและสร้างความเข้าใจ

3. Satir Iceberg Model

โมเดลภูเขาน้ำแข็งที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้อารมณ์โกรธหรือพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ความกลัว, ความคาดหวัง หรือปมในอดีต ทำให้เรารับมือกับ คน Toxic ได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

4. Learning Methodology: Active Learning

  • Conflict Simulation: จำลองสถานการณ์ความขัดแย้งที่สมจริง ให้ผู้เรียนฝึกใช้เครื่องมือต่างๆ ในการแก้ปัญหา

  • Emotional Role Play: ฝึกสวมบทบาทเป็นคู่กรณี เพื่อฝึกทักษะ Empathy และการมองต่างมุม

  • Deep Listening Workshop: ฝึกการฟังโดยไม่ตัดสิน เพื่อจับประเด็นความต้องการที่แท้จริง

 


 

เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ

หลังจากผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร Conflict Management ผู้เข้าอบรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนี้:

  1. คุมสติอยู่หมัด: มี ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สูงขึ้น สามารถระงับอารมณ์โกรธและตอบสนองอย่างมีสติเมื่อถูกยั่วยุ

  2. สื่อสารลดดราม่า: สามารถใช้ การสื่อสารอย่างสันติ เพื่อแสดงจุดยืนของตัวเองโดยไม่ทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น

  3. ฟังเป็น: มีทักษะ การรับฟัง (Active Listening) ที่ยอดเยี่ยม ทำให้คู่สนทนารู้สึกได้รับเกียรติและยอมเปิดใจ

  4. รับมือคนยากได้: รู้วิธีจัดการกับ คน Toxic และบุคคลที่มีพฤติกรรมยากลำบากในที่ทำงานได้อย่างมืออาชีพ

  5. ไกล่เกลี่ยเก่ง: มีทักษะ การเจรจาไกล่เกลี่ย สามารถเป็นคนกลางช่วยยุติปัญหาให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องได้

  6. สร้างความร่วมมือ: เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นโอกาสในการระดมสมองและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กร

 


 

กลุ่มเป้าหมาย

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับบุคลากรทุกระดับที่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น:

  • Managers & Supervisors: หัวหน้างานที่ต้องบริหารความขัดแย้งในทีมและดูแลลูกน้อง

  • HR Professionals: ฝ่ายบุคคลที่ต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหาพนักงาน

  • Customer Service: พนักงานที่ต้องรับมือกับข้อร้องเรียนและอารมณ์ของลูกค้า

  • Cross-functional Teams: ทีมงานที่ต้องประสานงานข้ามแผนกซึ่งมักเกิดความขัดแย้งได้ง่าย

 


 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q: ความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดี ต้องกำจัดให้หมดไปใช่ไหม?

A: ไม่เสมอไปครับ ความขัดแย้งในองค์กร มี 2 แบบ ถ้าเป็นเรื่องงาน (Constructive Conflict) ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องอารมณ์ (Destructive Conflict) ต้องรีบจัดการครับ หลักสูตรนี้จะสอนให้บริหารจัดการให้ถูกประเภทครับ

Q: เจอเพื่อนร่วมงาน Toxic มากๆ อบรมแล้วจะช่วยได้จริงเหรอ?

A: ช่วยได้ในแง่ของ “การรับมือ” ครับ เราอาจเปลี่ยนนิสัยเขาไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนวิธีตอบสนองของเราได้ (Change Reaction) หลักสูตรนี้จะให้เครื่องมือทาง จิตวิทยาการทำงาน เพื่อให้คุณมีเกราะป้องกันใจและรู้วิธีจัดการกับเขาโดยที่คุณไม่ประสาทเสียครับ

Q: รับจัดอบรมแบบ In-house Training ไหม?

A: ใช่ครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัด In-house Training เราสามารถรับฟังปัญหา (Case Study) จริงของบริษัทท่าน เพื่อนำมาออกแบบ Role Play ในคลาส ให้พนักงานได้ฝึกแก้ปัญหาที่เจออยู่จริงๆ

Q: ใช้เวลาเรียนกี่วัน?

A: หลักสูตรมาตรฐานคือ 1 วัน (6 ชั่วโมง) เน้นเทคนิคและการปฏิบัติ แต่ถ้าต้องการเจาะลึกเรื่อง NVC หรือการไกล่เกลี่ยขั้นสูง แนะนำ 2 วัน ครับ

 


 

ความขัดแย้งเปรียบเสมือนคลื่นลม ถ้าเรากลัวมันจะจมเรือ แต่ถ้าเรารู้วิธีบังคับใบเรือ คลื่นลมนั้นจะส่งเราไปถึงจุดหมายได้เร็วยิ่งขึ้น การลงทุนในหลักสูตร Conflict Management คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ทีมงานของคุณแข็งแกร่งและสามัคคี

B-Tools Training พร้อมเป็นที่ปรึกษาในการเปลี่ยนวิกฤตความสัมพันธ์ให้เป็นพลังทีมเวิร์ค สนใจจัดอบรมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเรา ได้ทันทีเพื่อรับข้อเสนอพิเศษ

 

Last Updated on December 25, 2025

Table of Contents

Stress & Burnout Management – หลักสูตรการบริหารจัดการความเครียด และภาวะหมดไฟ

  ในโลกการทำงานยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง หลักสูตรบริหารจัดการความเครียด (Stress Management Course) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรชั้นนำให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะ “ความเครียด” ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่มันคือ “ต้นทุนแฝง” ที่กัดกินประสิทธิภาพขององค์กรอย่างเงียบเชียบ เมื่อพนักงานต้องแบกรับ ความเครียดสะสม เป็นเวลานาน โดยไม่มีเครื่องมือในการจัดการที่ถูกต้อง สิ่งที่ตามมาคือ

อ่านต่อ »
แนะนำเมนูอาหารและไวน์ให้ลูกค้าต่างชาติด้วยทักษะ English for Food and Beverage

English Communication for Food & Beverage – หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ปรุงความสำเร็จด้วยการสื่อสารที่เหนือระดับ

ยกระดับทีมบริการด้วยหลักสูตร English for Food and Beverage (ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) เน้นเทคนิคแนะนำเมนู Upselling และดูแลลูกค้าชาวต่างชาติ

อ่านต่อ »

Design Thinking Mindset – หลักสูตรกระบวนการคิดเชิงออกแบบ พัฒนาวิธีคิดอย่างเป็นระบบ

อบรมการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Mindset) ตั้งแต่ Empathize ถึง Prototype เพื่อเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ปรับ Mindset การทำงาน แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

อ่านต่อ »