Crisis & Risk Management – หลักสูตรการบริหารจัดการวิกฤต และความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

อบรมการบริหารจัดการความเสี่ยง ตั้งแต่การระบุความเสี่ยง ประเมินผลกระทบ จัดทำแผน BCP วางมาตรการป้องกัน ไปจนถึงการควบคุมสถานการณ์วิกฤต เพื่อลดความเสียหายให้ธุรกิจ

 

ในยุค BANI World (Brittle, Anxious, Non-linear, Incomprehensible) ความเปราะบางและความกังวลกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ องค์กรธุรกิจต้องเผชิญกับ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ โรคระบาด ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือดราม่าบนโลกโซเชียลมีเดีย คำถามสำคัญไม่ใช่ “วิกฤตจะเกิดขึ้นไหม?” แต่เป็น “เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว เราจะรอดได้อย่างไร?” หลักสูตร Crisis & Risk Management หรือ หลักสูตรการบริหารจัดการวิกฤตและความเสี่ยง คือคำตอบที่จะเปลี่ยนองค์กรของคุณจาก “วัวหายล้อมคอก” ให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่แข็งแกร่ง” พร้อมรับมือกับทุกพายุที่พัดเข้ามา

B-Tools Training เชื่อว่า “การป้องกันดีกว่าการแก้ไข” แต่ถ้าต้องแก้ไข “ความเร็วและความแม่นยำคือชีวิต” หลักสูตร Crisis & Risk Management ของเราถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะเชิงกลยุทธ์ให้กับผู้นำและทีมงาน ให้สามารถมองเห็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Signals) ประเมินความรุนแรง และตัดสินใจตอบโต้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อปกป้องทรัพย์สิน ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ให้คงอยู่ต่อไป

 


 

ภาพรวมของหลักสูตร

หลักสูตรนี้เน้นการเรียนรู้แบบ Scenario-based Learning (จำลองสถานการณ์) ครอบคลุมทั้งกระบวนการก่อนเกิดเหตุ (Pre-crisis), ระหว่างเกิดเหตุ (In-crisis), และหลังเกิดเหตุ (Post-crisis) โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 โมดูลเข้มข้น

“โครงสร้างหลักสูตรข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เนื้อหาในทุกโมดูลสามารถปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมได้ตามบริบทและความต้องการจริงขององค์กร”

Module 1: การระบุและตระหนักรู้ความเสี่ยง (Risk Identification & Awareness)

มองเห็นภัยคุกคามก่อนที่มันจะมาถึงตัว

  • การบริหารความเสี่ยง: ปูพื้นฐานกรอบแนวคิด COSO ERM และ ISO 31000 เพื่อสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยง (Risk Culture) ในองค์กร ให้พนักงานทุกคนเป็น “หูเป็นตา” ช่วยกันสอดส่องความผิดปกติ

  • Risk Radar: เทคนิคการระบุความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic), การเงิน (Financial), และ ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

Module 2: การประเมินและวางแผนรับมือ (Risk Assessment & Mitigation Strategy)

ไม่ใช่ทุกความเสี่ยงที่เท่ากัน ต้องรู้ว่าอะไรคือ “ระเบิดเวลา”

  • การประเมินความเสี่ยง: ฝึกใช้เครื่องมือ Risk Matrix (Likelihood x Impact) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง ว่าเรื่องไหนต้องจัดการทันที เรื่องไหนรอได้

  • Risk Response Strategy: การวางแผนลดความเสี่ยง ผ่านกลยุทธ์ 4T (Take, Treat, Transfer, Terminate) และการกำหนด มาตรการป้องกันเชิงรุก (Preventive Measures) เพื่อลดโอกาสเกิดเหตุ

Module 3: การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Planning)

ธุรกิจต้องเดินต่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

  • แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP): Workshop การจัดทำ BCP (Business Continuity Plan) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การระบุฟังก์ชันงานวิกฤต (Critical Functions), การกำหนดระยะเวลากู้คืนระบบ (RTO/RPO), ไปจนถึงการซ้อมหนีไฟทางธุรกิจ

  • Simulation Drill: จำลองสถานการณ์ระบบล่ม หรือโรงงานหยุดผลิต เพื่อทดสอบว่าแผนสำรองที่วางไว้ใช้งานได้จริงหรือไม่

Module 4: ศูนย์บัญชาการวิกฤตและการตัดสินใจ (Crisis Command & Decision Making)

ภาวะผู้นำจะถูกทดสอบอย่างแท้จริงในเวลานี้

  • การจัดการภาวะวิกฤต: โครงสร้างของทีมบริหารวิกฤต (Crisis Management Team – CMT) บทบาทหน้าที่ของผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) และ การตระหนักรู้สถานการณ์ (Situational Awareness) เพื่อไม่ให้หลงทางในความโกลาหล

  • การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน: เทคนิคการรวบรวมข้อมูลที่จำกัด เพื่อตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว (ท่านสามารถเสริมทักษะการตัดสินใจเชิงลึกได้ที่หลักสูตร Decision Making Skills ของเรา)

Module 5: การสื่อสารและกู้คืนชื่อเสียง (Crisis Communication & Reputation Recovery)

คำพูดเดียวอาจกู้สถานการณ์ หรือทำลายองค์กรได้

  • การสื่อสารในภาวะวิกฤต: กฎเหล็กของการสื่อสารยามวิกฤต (The 5 Cs), การร่าง Holding Statement ภายใน 1 ชม. แรก, และการเลือกโฆษก (Spokesperson) ที่เหมาะสม

  • การบริหารชื่อเสียงองค์กร: การจัดการดราม่าบนโซเชียลมีเดีย (Social Listening & Monitoring) และกลยุทธ์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นหลังจบวิกฤต (Recovery Phase)

“ธุรกิจที่จะอยู่รอดคือธุรกิจที่ปรับตัวรับมือกับความผันผวนของตลาดได้รวดเร็วที่สุด สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่นและพร้อมเปิดรับทักษะใหม่ๆ ผ่านกรอบแนวคิดในหมวด [รวมหลักสูตรการบริหารการเปลี่ยนแปลง]

 


 

Pain Point ที่หลักสูตรมุ่งแก้ไข

จากการทำ Training Needs Analysis (TNA) ร่วมกับ Risk Manager และผู้บริหารระดับสูง พบว่า “จุดตาย” ขององค์กรส่วนใหญ่ที่ต้องรีบอุดรอยรั่วด้วย อบรม Crisis & Risk Management มีดังนี้:

  1. Reactive Culture: องค์กรทำงานแบบ “วัวหายล้อมคอก” รอให้เกิด เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก่อนค่อยคิดแก้ปัญหา ทำให้ความเสียหายบานปลายเกินควบคุม

  2. No BCP or Paper Tiger: ไม่มี แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) หรือมีแต่เป็น “เสือกระดาษ” (เก็บไว้ในแฟ้ม ไม่เคยซ้อม) พอเกิดเหตุจริง พนักงานทำอะไรไม่ถูก

  3. Panic & Paralysis: เมื่อเกิดวิกฤต ทีมงานเกิดอาการตื่นตระหนก (Panic) หรือช็อกจนทำอะไรไม่ถูก (Paralysis) ขาดทักษะ การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน ทำให้สถานการณ์แย่ลง

  4. Communication Breakdown: ให้ข่าวช้า ให้ข่าวผิด หรือผู้บริหารพูดคนละทางกับหน้างาน ทำให้เกิดข่าวลือ (Rumors) และทำลาย การบริหารชื่อเสียงองค์กร

  5. Operational Blind Spots: มองข้าม ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เล็กๆ น้อยๆ (เช่น ระบบไฟ, การแบ็คอัพข้อมูล) จนกลายเป็นเหตุให้ธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption) มหาศาล

  6. Silo Risk Management: ต่างคนต่างดูความเสี่ยงของตัวเอง ไม่มีการบูรณาการภาพรวม ทำให้เกิดช่องว่าง (Gap) ที่ความเสี่ยงลอดผ่านเข้ามาได้

หลักสูตร Crisis & Risk Management นี้จะช่วย Unlock ปัญหาเหล่านี้ โดยการเปลี่ยนความตื่นตระหนกให้เป็นความพร้อม และเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นสิ่งที่บริหารจัดการได้

 


 

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า หลักสูตรการบริหารความเสี่ยง จะช่วยกู้สถานการณ์ได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างการเปรียบเทียบ:

Case 1: ข้อมูลลูกค้าถูกแฮก (Cyber Security Breach)

สถานการณ์: Hacker เจาะระบบและขโมยข้อมูลลูกค้าไปเรียกค่าไถ่

  • Before (Panic): ปิดข่าวเงียบ พยายามจ่ายเงินเองโดยไม่แจ้งลูกค้า แต่เรื่องแดงขึ้นมา ลูกค้าโกรธที่ถูกปิดบัง ฟ้องร้องบริษัทเสียหายหนัก

  • After (Managed): เปิดใช้ แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ทันที แจ้งหน่วยงานกำกับดูแล ออกแถลงการณ์ขอโทษและแจ้งมาตรการเยียวยาลูกค้าอย่างโปร่งใสผ่าน การสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่เตรียมไว้

    • ผลลัพธ์: รักษาความเชื่อมั่นได้ ลูกค้าเห็นความรับผิดชอบ และความเสียหายถูกจำกัดวง

Case 2: ภัยธรรมชาติทำโรงงานหยุดผลิต (Supply Chain Disruption)

สถานการณ์: น้ำท่วมใหญ่ โรงงานผลิตสินค้าไม่ได้

  • Before (Helpless): หยุดส่งของ ลูกค้าหนีไปหาคู่แข่ง ขาดรายได้ต่อเนื่องหลายเดือนจนเกือบล้มละลาย

  • After (Resilient): มี มาตรการป้องกัน และแผนสำรองล่วงหน้า ย้ายฐานการผลิตชั่วคราวไปที่โรงงานพันธมิตร (OEM) ตามแผนที่ซ้อมไว้

    • ผลลัพธ์: ธุรกิจเดินต่อได้ (Business Continuity) ส่งของทัน ลูกค้าประทับใจในการบริหารจัดการ

Case 3: ดราม่าพนักงานบริการแย่บน Social Media

สถานการณ์: คลิปพนักงานทะเลาะกับลูกค้ากลายเป็น Viral

  • Before (Defensive): แอดมินเพจไปเถียงชาวเน็ต หรือขู่ฟ้องคนถ่ายคลิป ทำให้ทัวร์ลงหนักกว่าเดิม

  • After (Responsive): ทีม การจัดการภาวะวิกฤต เข้าควบคุมสถานการณ์ ออกจดหมายขอโทษอย่างจริงใจ สั่งพักงานพนักงานเพื่อสอบสวน และแจ้งบทลงโทษให้สังคมรับทราบรวดเร็ว

    • ผลลัพธ์: กระแสโจมตีลดลงอย่างรวดเร็ว (Damage Control) เพราะบริษัทแสดงความรับผิดชอบ

 


 

เครื่องมือที่ใช้ / กรอบแนวคิดในการเรียน

B-Tools Training นำมาตรฐานสากลมาปรับให้เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง:

1. ISO 31000: Risk Management

มาตรฐานระดับโลกด้านการบริหารความเสี่ยง ท่านสามารถศึกษาหลักการพื้นฐานได้ที่ Wikipedia: ISO 31000 ซึ่งเน้นกระบวนการสร้างและปกป้องคุณค่าขององค์กร

2. Risk Heat Map (Matrix)

เครื่องมือ Visual Management ที่ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพชัดเจนว่าความเสี่ยงจุดไหนอยู่ในโซนสีแดง (วิกฤต) สีเหลือง (เฝ้าระวัง) หรือสีเขียว (ยอมรับได้)

3. The 5 Cs of Crisis Communication

หลักการสื่อสารยามวิกฤต: Concern (แสดงความห่วงใย), Clarity (ชัดเจน), Control (คุมสถานการณ์), Confidence (สร้างความมั่นใจ), Competence (แสดงความสามารถในการแก้ปัญหา)

4. Learning Methodology: Active Learning

  • Tabletop Exercise: การซ้อมแผนบนโต๊ะ โดยจำลองสถานการณ์วิกฤตและให้ผู้เรียนระดมสมองแก้ปัญหาตามบทบาทสมมติ (Role Play)

  • War Room Simulation: จำลองบรรยากาศห้องบัญชาการที่กดดัน ข้อมูลไหลมาไม่หยุด เพื่อฝึกการจัดลำดับความสำคัญและสั่งการ

  • Media Training: ฝึกการตอบคำถามนักข่าวหรือสื่อมวลชนจำลอง เพื่อไม่ให้หลุดคำพูดที่ทำลายภาพลักษณ์

 


 

เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ

หลังจากผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการใน หลักสูตร Crisis & Risk Management ผู้เข้าอบรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนี้:

  1. ตาทิพย์มองเห็นความเสี่ยง: สามารถระบุและประเมิน การบริหารความเสี่ยง ในงานของตนเองได้ ก่อนที่มันจะเกิดปัญหา

  2. มีแผนสำรองเสมอ: สามารถจัดทำ แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เบื้องต้นสำหรับหน่วยงานของตนเองได้

  3. ไม่ตื่นตูม: มีสติและรู้วิธี การจัดการภาวะวิกฤต ตามขั้นตอนมาตรฐาน (Protocol) เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

  4. สื่อสารกู้สถานการณ์: สามารถใช้เทคนิค การสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อลดแรงปะทะและรักษา การบริหารชื่อเสียงองค์กร ไว้ได้

  5. ตัดสินใจเด็ดขาด: มีทักษะ การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน ที่ดีขึ้น กล้าฟันธงเพื่อหยุดความเสียหาย

  6. ทำงานเชิงรุก: เปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหา เป็นการวาง แผนลดความเสี่ยง และ มาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิด

 


 

กลุ่มเป้าหมาย

อบรมการบริหารความเสี่ยง นี้เหมาะสำหรับบุคลากรที่เป็นกระดูกสันหลังขององค์กร:

  • Management Level: ผู้บริหารที่ต้องตัดสินใจในภาวะวิกฤต และอนุมัติแผน BCP

  • Risk Management Officers: เจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงที่ต้องการเครื่องมือ Practical ไปใช้จริง

  • HR & Admin: ผู้ที่ต้องดูแลความปลอดภัยของพนักงานและอาคารสถานที่

  • PR & Corporate Communication: ทีมสื่อสารองค์กรที่ต้องเป็นหน้าด่านรับมือสื่อและโซเชียล

  • Safety Officers (จป.): เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่ต้องการยกระดับงาน Safety สู่ Risk Management

 


 

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q: ความเสี่ยง (Risk) กับ วิกฤต (Crisis) ต่างกันอย่างไร?

A: ความเสี่ยงคือ “โอกาส” ที่จะเกิดเรื่องร้าย (ยังไม่เกิด) เราต้อง “ป้องกัน” ส่วนวิกฤตคือ “เหตุการณ์” ร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้ว (เกิดแล้ว) เราต้อง “จัดการและแก้ไข” หลักสูตรนี้สอนทั้งสองส่วนเพื่อให้ครอบคลุมวงจรปัญหาครับ

Q: องค์กรขนาดเล็ก (SME) จำเป็นต้องเรียนไหม?

A: จำเป็นมากครับ เพราะ SME มักมีสายป่านสั้น ถ้าเกิดวิกฤตทีเดียวอาจล้มได้เลย การมีแผน BCP ง่ายๆ หรือการรู้จุดเสี่ยง จะช่วยรักษาชีวิตธุรกิจได้ดีกว่าองค์กรใหญ่ที่มีทุนหนาด้วยซ้ำครับ

Q: หลักสูตรนี้สอนทำเล่ม BCP จนเสร็จเลยไหม?

A: ในคอร์ส 1-2 วัน เราจะสอนโครงสร้าง (Structure) และทำ Workshop ร่าง BCP ของฟังก์ชันงานหลักๆ ครับ แต่การทำเล่มฉบับสมบูรณ์ต้องกลับไปลงรายละเอียดต่อที่บริษัทครับ แต่ท่านจะได้ “พิมพ์เขียว” ที่ถูกต้องกลับไปแน่นอน

Q: รับจัดอบรมแบบ In-house Training ไหม?

A: ใช่ครับ B-Tools Training เชี่ยวชาญการจัด In-house Training เราสามารถออกแบบ Scenario (สถานการณ์จำลอง) ให้ตรงกับธุรกิจท่านได้ เช่น ถ้าเป็นโรงงานเคมี เราจะจำลองเหตุสารเคมีรั่วไหล หรือถ้าเป็นธนาคาร เราจะจำลองเหตุระบบล่ม เพื่อให้สมจริงที่สุดครับ

 


 

“เรือที่แข็งแกร่งไม่ได้สร้างมาเพื่อจอดเทียบท่า แต่สร้างมาเพื่อฝ่าคลื่นลม” องค์กรของคุณก็เช่นกัน การเตรียมพร้อมด้วย หลักสูตร Crisis & Risk Management ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง เพื่อให้ธุรกิจของคุณ “รอด” และ “รุ่ง” ในทุกสถานการณ์  – พร้อมที่จะเปลี่ยนศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของทีมงานหรือยัง? [บริการรับจัดอบรม Soft Skills ระดับองค์กร]

 

Last Updated on March 4, 2026

Picture of B Tools Training
B Tools Training

ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการฝึกอบรมองค์กร เชื่อมโยงคน ผลงาน และเป้าหมายธุรกิจ เพื่อผลลัพธ์ที่วัดได้

Table of Contents
บรรยากาศการฝึกอบรมการบริหารเวลาและจัดลำดับงาน (Work Prioritize Skills) ในองค์กร

หลักสูตรการจัดลำดับความสำคัญ (Work Prioritization): บริหารจัดการงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ยกระดับทักษะบุคลากร อบรมการจัดลำดับความสำคัญ และ การวางแผนงาน อย่างเป็นระบบ ด้วย หลักสูตร Work Prioritization Skills (หลักสูตรการจัดลำดับความสำคัญ)

อ่านต่อ »
พนักงานชาวต่างชาติกำลังเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ (Thai for Foreigners) และฝึกพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนไทยด้วยความมั่นใจ

Thai for Foreigners – หลักสูตรอบรมภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ (Expat Staff)

หลักสูตร ภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ (Basic Thai for Expats) สอนพื้นฐานการพูด ฟัง และอ่าน เพื่อการใช้ชีวิตและการทำงาน พร้อมแทรกความรู้เรื่องวัฒนธรรมไทยให้พนักงานต่างชาติ

อ่านต่อ »
บรรยากาศอบรม ด้วยทักษะ English Communication Skills for Logistics

English Communication Skills for Logistics – หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับโลจิสติกส์ เพื่อธุรกิจขนส่งและซัพพลายเชนระดับสากล

ลดข้อผิดพลาดในการขนส่งด้วยหลักสูตร English Communication Skills for Logistics (ภาษาอังกฤษสำหรับโลจิสติกส์) เน้นศัพท์เทคนิค Incoterms และการประสานงาน Import-Export

อ่านต่อ »
Scroll to Top