Systematic Thinking – หลักสูตรการคิดเชิงระบบ วิเคราะห์ปัญหาเพื่อวางแผนการทำงาน

 

ปัญหาที่เกิดซ้ำหรือส่งผลต่อหลายแผนกอาจมีปัจจัยเกี่ยวข้องมากกว่าสาเหตุเดียว เช่น เป้าหมายที่ต่างกัน ขั้นตอนส่งต่องาน หรือข้อมูลที่แต่ละทีมใช้ การมองความสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยให้ทีมตั้งคำถามและเลือกข้อมูลที่ต้องตรวจ ก่อนตัดสินใจปรับกระบวนการ
หลักสูตร Systematic Thinking สำหรับองค์กรเน้นการฝึกมองปัญหาเชิงระบบด้วยโมเดลภูเขาน้ำแข็ง แผนผังความสัมพันธ์ และวงจรป้อนกลับ ผ่าน Workshop และสถานการณ์จำลอง ผู้เรียนฝึกอธิบายปัญหาข้ามสายงาน ตั้งสมมติฐาน และออกแบบแนวทางที่นำไปทดลองพร้อมติดตามผล โดยมีรูปแบบอบรม 1 วันและ 2 วันให้เลือกตามเป้าหมายของทีม


 

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร Systematic Thinking

หลักสูตร Systematic Thinking บนหน้านี้เน้น Systems Thinking หรือการคิดเชิงระบบ ผ่านโมเดลภูเขาน้ำแข็ง แผนผังความสัมพันธ์ และวงจรป้อนกลับ เพื่อฝึกวิเคราะห์ปัจจัยที่เชื่อมโยงกันในปัญหาข้ามสายงาน และเลือกแนวทางที่ควรทดลองปรับ

Systematic Thinking คือการคิดอย่างมีวิธีและเป็นลำดับ ส่วน Systems Thinking เน้นภาพรวม ความสัมพันธ์ และผลกระทบระหว่างส่วนต่าง ๆ หลักสูตรนี้ใช้ชื่อ Systematic Thinking โดยเนื้อหาการเรียนเน้นมุมมองแบบ Systems Thinking และใช้ขั้นตอนการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบประกอบการฝึก

เป้าหมายการเรียนรู้คือให้ผู้เข้าอบรมฝึกมองทั้งเหตุการณ์ รูปแบบที่เกิดซ้ำ และความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ เพื่ออธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ แบ่งการฝึกเป็นทักษะทางเทคนิคและการประยุกต์ใช้กับปัญหาธุรกิจ ดังนี้

ทักษะทางเทคนิคและกรอบความคิดเชิงกลยุทธ์

    1. การวิเคราะห์ผ่านโมเดลภูเขาน้ำแข็ง ทักษะการมองทะลุเหตุการณ์รายวันที่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ลงไปสู่การค้นหารูปแบบที่เกิดซ้ำ โครงสร้างระบบที่บีบบังคับให้เกิดพฤติกรรม และระดับที่ลึกที่สุดคือกรอบความคิดที่ฝังรากลึกในองค์กร ผู้เรียนจะรู้วิธีตั้งคำถามเพื่อขุดเจาะลงไปในแต่ละระดับ ทำให้สามารถจัดการกับต้นตอที่แท้จริงแทนการตามแก้ที่ปลายเหตุ

 
    1. การเขียนแผนผังความสัมพันธ์และวงจรผลกระทบ การเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนให้กลายเป็นแผนภาพเชิงระบบ ผู้เรียนจะได้ฝึกวาดแผนผังเพื่อดูความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัย เรียนรู้การทำงานของวงจรเสริมแรงที่ทำให้ปัญหาขยายตัว และวงจรสมดุลที่คอยต้านทานการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้เห็นภาพว่าแผนกหนึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ถึงอีกแผนกหนึ่งได้อย่างไร

    2. การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาผสานการคิดเชิงพลวัต การยกระดับเครื่องมือพื้นฐานอย่างการตั้งคำถามเจาะลึกหรือแผนผังก้างปลา ให้ครอบคลุมมิติของเวลาและความเป็นพลวัต ทักษะนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่าวิธีการแก้ปัญหาในวันนี้อาจกลายเป็นต้นเหตุของวิกฤตในวันพรุ่งนี้หากไม่พิจารณาถึงความล่าช้าในระบบนิเวศทางธุรกิจ

    3. การคิดเชิงองค์รวมและการบูรณาการข้ามสายงาน ความสามารถในการก้าวออกจากมุมมองแบบแยกส่วนหรือไซโล เพื่อมองเห็นจุดมุ่งหมายสูงสุดขององค์กร การฝึกประนีประนอมเป้าหมายย่อยของแต่ละแผนกให้สอดประสานกัน ลดการแย่งชิงทรัพยากร และสร้างความร่วมมือที่ให้ผลลัพธ์ทวีคูณ

    4. การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยตั้งสมมติฐานและสร้างสถานการณ์จำลอง ฝึกใช้ AI ช่วยจัดกลุ่มตัวแปร เสนอคำถาม และร่างสถานการณ์ทางเลือกจากข้อมูลที่กำหนด ผู้เรียนต้องตรวจแหล่งข้อมูล สมมติฐาน และความสอดคล้องกับบริบทองค์กร โดยใช้ผลจาก AI เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ไม่ถือเป็นการพยากรณ์ผลธุรกิจที่ยืนยันแล้ว

การประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ

ปัญหาในองค์กรอาจเกี่ยวข้องกับทั้งคน กระบวนการ ข้อมูล และโครงสร้างการทำงาน การคิดเชิงระบบช่วยให้ทีมตรวจความสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน แทนการสรุปสาเหตุจากเหตุการณ์เดียว หลักสูตรนำปัญหาธุรกิจ 5 ลักษณะต่อไปนี้มาใช้เป็นโจทย์ฝึก

ปัญหา 1: การแก้ปัญหาแบบชั่วคราวแล้วปัญหาเดิมกลับมาเกิดซ้ำ

  • ฝึกใช้โมเดลภูเขาน้ำแข็งแยกเหตุการณ์ รูปแบบที่เกิดซ้ำ และโครงสร้างที่อาจเกี่ยวข้อง แล้วตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับสาเหตุ พร้อมระบุข้อมูลที่ต้องตรวจและแนวทางที่ควรทดลองปรับ

ปัญหา 2: การทำงานแบบไซโลที่ส่งผลเสียต่อเป้าหมายภาพรวม

  • ทำลายกำแพงระหว่างแผนกด้วยการสร้างความเข้าใจในวงจรผลกระทบ เช่น ทีมขายทำยอดได้ทะลุเป้าแต่อาจสร้างภาระหนักให้ทีมผลิตและทีมบริการลูกค้า การคิดเชิงระบบจะช่วยให้ทุกฝ่ายร่วมกันวางแผนที่รักษาสมดุลขององค์กรโดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้แผนกอื่น

ปัญหา 3: ข้อมูลมีปริมาณมหาศาลแต่ขาดทิศทางในการตัดสินใจ

  • ฝึกคัดเลือกข้อมูลที่สัมพันธ์กับคำถามธุรกิจ จัดกลุ่มตัวแปร และสร้างแผนผังเพื่ออธิบายความเชื่อมโยง โดยแยกข้อมูลที่มีหลักฐานรองรับออกจากข้อสันนิษฐานและช่องว่างที่ต้องหาข้อมูลเพิ่ม

ปัญหา 4: องค์กรลงแรงและทรัพยากรไปมากแต่ได้ผลลัพธ์เพียงน้อยนิด

  • ฝึกระบุจุดที่อาจส่งผลต่อหลายส่วนของระบบ เปรียบเทียบแนวทางตามผลที่คาดหวัง ทรัพยากร และความเป็นไปได้ ก่อนเลือกการเปลี่ยนแปลงขนาดเหมาะสมไปทดลองและติดตามผล

ปัญหา 5: พนักงานปฏิบัติงานตามคำสั่งโดยไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายทางธุรกิจ

  • ปลูกฝังทัศนคติการมองเห็นภาพใหญ่ ทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการตระหนักว่างานชิ้นเล็กๆ ของตนเองคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบทั้งหมดอย่างไร สร้างความรู้สึกมีคุณค่าและความเป็นเจ้าของธุรกิจให้เกิดขึ้นในจิตใจของบุคลากร

ทำความเข้าใจภาพรวมความต่างระหว่างการคิดเชิงระบบกับการคิดแบบอื่นได้ที่ 4 ทักษะการคิดหลัก (Systematic, Analytical, Critical, Logical)


 

โครงสร้างของหลักสูตรการคิดเชิงระบบ

เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น 5 Modules ที่ไล่ระดับจากความเข้าใจพื้นฐาน ไปสู่การวิเคราะห์เชิงลึก และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการคิด

ตัวอย่างเครื่องมือและการฝึกใช้ในหลักสูตร

องค์ประกอบเชิงระบบ เครื่องมือที่ใช้ ตัวอย่างการฝึก สิ่งที่ฝึกตรวจ
ความสัมพันธ์ของงาน Causal Loop Diagram วาดความเชื่อมโยงระหว่างยอดขาย กำลังผลิต และการส่งมอบ ความสัมพันธ์ใดมีข้อมูลรองรับ และส่วนใดยังเป็นสมมติฐาน
วงจรป้อนกลับ Reinforcing & Balancing Loops วิเคราะห์วงจรระหว่างคุณภาพบริการ ความพึงพอใจ และการกลับมาใช้บริการ ผลกระทบที่อาจย้อนกลับมาสู่ระบบและความล่าช้าที่เกี่ยวข้อง
จุดคานงัด การวิเคราะห์จุดที่ควรทดลองปรับ เปรียบเทียบการปรับขั้นตอนส่งต่องานกับการเพิ่มทรัพยากร ผลที่คาดหวัง ข้อจำกัด และตัวชี้วัดสำหรับติดตามผล

“โครงสร้างหลักสูตรข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เนื้อหาในทุกโมดูลสามารถปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมได้ตามบริบทและความต้องการจริงขององค์กร”

Module 1: ปฐมบทแห่งการคิดเชิงระบบและภาพใหญ่ของธุรกิจ

ปูพื้นฐานความเข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องการการประมวลผลความคิดแบบใหม่

  • ข้อจำกัดของการคิดแบบเส้นตรง: วิเคราะห์ความล้มเหลวของการแก้ปัญหาแบบดั้งเดิมที่ทำให้เกิดผลกระทบไม่คาดคิดในโลกธุรกิจยุคใหม่

  • ความหมายของระบบ: การทำความเข้าใจองค์ประกอบ ความเชื่อมโยง และเป้าหมายที่ทำให้ระบบมีชีวิตและขับเคลื่อนไปได้

  • ภาพลวงตาแห่งการควบคุม: การตระหนักรู้ว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ แต่สามารถทำความเข้าใจกฎเกณฑ์และปรับจังหวะให้เข้ากับระบบนิเวศขององค์กรได้

Module 2: การขุดค้นโครงสร้างด้วยโมเดลภูเขาน้ำแข็ง

เครื่องมือเปลี่ยนมุมมองเพื่อเจาะลึกถึงแก่นแท้ของสถานการณ์

  • เหตุการณ์และรูปแบบ: การฝึกสังเกตปรากฏการณ์ประจำวันและรวบรวมข้อมูลเพื่อหาแนวโน้มที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในที่ทำงาน

  • โครงสร้างเชิงระบบ: การระบุปัจจัยทางกายภาพ นโยบาย หรือสายการบังคับบัญชา ที่เป็นตัวกำหนดและบีบบังคับพฤติกรรมของพนักงาน

  • กรอบความคิดที่ฝังลึก: ทักษะการค้นหาความเชื่อ ค่านิยม และสมมติฐานที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นรากฐานกำหนดโครงสร้างทั้งหมดขององค์กร

Module 3: แผนผังความสัมพันธ์และวงจรพลวัตทางธุรกิจ

เปลี่ยนความคิดที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นพิมพ์เขียวที่จับต้องได้

  • การระบุตัวแปรสำคัญ: การคัดเลือกปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปัญหาและกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ของแต่ละปัจจัย

  • วงจรเสริมแรงและวงจรสมดุล: การวาดแผนภาพเพื่อหาว่าจุดใดในองค์กรที่กำลังขยายตัวอย่างควบคุมไม่ได้ และจุดใดที่กำลังดึงรั้งความเจริญก้าวหน้า

  • ความล่าช้าในระบบ: การวิเคราะห์ระยะเวลาที่ผลลัพธ์จะแสดงออกหลังจากการลงมือทำ เพื่อป้องกันการตัดสินใจเปลี่ยนแผนเร็วเกินไปจนระบบพังทลาย

Module 4: การใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์และจำลองสถานการณ์

ผสานสติปัญญาของมนุษย์เข้ากับขุมพลังการคำนวณของเทคโนโลยี

  • การตั้งคำถามและป้อนคำสั่งลึกซึ้ง: การเขียนโครงสร้างปัญหาที่ซับซ้อนเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์หามุมมองที่มนุษย์อาจมองข้าม

  • สถานการณ์จำลองทางเลือก: ฝึกกำหนดสมมติฐานว่าการเปลี่ยนตัวแปรหนึ่งอาจส่งผลต่อแผนกอื่นอย่างไรในช่วงเวลาที่เลือก พร้อมระบุข้อมูลและเงื่อนไขที่ใช้ ผลจำลองต้องตรวจด้วยเครื่องมือและข้อมูลที่เหมาะสมก่อนนำไปตัดสินใจจริง

  • การวิพากษ์คำแนะนำของเทคโนโลยี: การใช้ดุลยพินิจและประสบการณ์ของมนุษย์ในการตรวจสอบความถูกต้องและบริบทที่ระบบประมวลผลออกมา

Module 5: การออกแบบทางออกที่ยั่งยืนและการหาจุดคานงัด

กระบวนการนำผลวิเคราะห์มาสร้างเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง

  • การเลือกจุดคานงัดที่ควรทดลอง: ระบุจุดที่อาจส่งผลต่อหลายส่วนของระบบ เปรียบเทียบผลที่คาดหวังกับทรัพยากรและข้อจำกัด แล้วกำหนดการทดลองพร้อมตัวชี้วัดก่อนขยายการเปลี่ยนแปลง

  • การประเมินผลกระทบไม่พึงประสงค์: การวางแผนรับมือกับผลลัพธ์เชิงลบที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการตัดสินใจครั้งใหม่

  • การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้: การนำกรอบความคิดเชิงระบบไปปรับใช้เป็นภาษาทางการขององค์กร เพื่อให้พนักงานทุกระดับสื่อสารกันบนพื้นฐานของความเข้าใจภาพรวม

สามารถผสมผสานการคิดเชิงระบบเข้ากับการเจาะลึกข้อมูลด้วย หลักสูตรการคิดวิเคราะห์ Analytical Thinking


 

รูปแบบ Workshop และสถานการณ์จำลอง

หลักสูตรนี้เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติอย่างเข้มข้น ผ่านการจำลองปัญหาที่ท้าทายสติปัญญา เพื่อให้เกิดทักษะที่ฝังแน่นและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

1. ภารกิจทลายภูเขาน้ำแข็งทางธุรกิจระดับองค์กร

  • กิจกรรม: ผู้เรียนจะได้รับกรณีศึกษาที่เกิดจากปัญหาจริงในอดีตขององค์กร เช่น อัตราการลาออกของพนักงานที่มีความสามารถสูง หรือข้อร้องเรียนจากลูกค้าที่แก้ไม่ตก

  • โจทย์: ทีมจะต้องระดมสมองและใช้แบบฟอร์มวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อลอกเปลือกปัญหาจากเหตุการณ์รายวัน ลงไปสู่ระดับโครงสร้างและกรอบความเชื่อที่บิดเบี้ยว พร้อมนำเสนอโครงสร้างชุดความคิดใหม่เพื่อเสนอต่อบอร์ดบริหาร

  • ชิ้นงานที่ฝึกสร้าง: แผนภาพแยกเหตุการณ์ รูปแบบที่เกิดซ้ำ และโครงสร้างที่อาจเกี่ยวข้อง พร้อมสมมติฐานเกี่ยวกับสาเหตุและรายการข้อมูลที่ต้องตรวจเพิ่ม

2. เวิร์กชอปออกแบบแผนผังผลกระทบข้ามสายงาน

  • กิจกรรม: การเชิญผู้เรียนจากหลากหลายแผนกมาร่วมกันสร้างแผนภาพความสัมพันธ์ขนาดใหญ่บนกระดาน โดยใช้ปัญหาคอขวดของการทำงานข้ามแผนกเป็นตัวตั้งต้น

  • โจทย์: ผู้เรียนจะต้องวาดเส้นความสัมพันธ์ที่แสดงให้เห็นว่า การทำงานของแผนกตนเองสร้างความล่าช้าหรือส่งมอบมูลค่าให้กับแผนกอื่นอย่างไร พร้อมระบุวงจรที่ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร

  • ชิ้นงานที่ฝึกสร้าง: แผนผังการส่งต่องาน ความสัมพันธ์ และจุดที่ทีมเห็นว่าควรปรับ พร้อมเหตุผลและข้อมูลที่ต้องใช้ประเมินผลกระทบต่อแผนกอื่น

3. จำลองศูนย์บัญชาการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์

  • กิจกรรม: การตั้งโจทย์สถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ หรือการถูกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งรายใหม่

  • โจทย์: ให้แต่ละทีมใช้ AI ช่วยร่างแนวทางรับมือ 3 ทางเลือก แล้วพิจารณาว่าแต่ละทางเลือกอาจกระทบงบประมาณและการทำงานของทีมอย่างไร โดยระบุสมมติฐานและข้อมูลที่ต้องตรวจ ไม่ใช้ผลจาก AI เป็นตัวเลขพยากรณ์ที่ยืนยันแล้ว

  • ชิ้นงานที่ฝึกสร้าง: ร่างแนวทางรับมือ 3 ทางเลือก พร้อมสมมติฐาน ข้อมูลที่ต้องตรวจ และข้อจำกัดของผลจำลอง เพื่อให้ทีมเปรียบเทียบก่อนเลือกแนวทางไปทดลอง

“การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ (Root Cause) ได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้บุคลากรของคุณมีเครื่องมือทางความคิดที่ครบถ้วน ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ [การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา]”


 

กลุ่มเป้าหมาย

การมีมุมมองเชิงระบบคือคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับบุคลากรระดับมันสมองขององค์กร หลักสูตรนี้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ

  • ผู้บริหารระดับสูงและผู้อำนวยการฝ่าย: ที่ต้องวางวิสัยทัศน์ กำหนดโครงสร้างองค์กร และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มีผลกระทบวงกว้าง

  • ผู้จัดการโครงการและทีมพัฒนาธุรกิจ: ที่ต้องควบคุมตัวแปรที่ซับซ้อน ประสานงานกับหลายภาคส่วน และรับผิดชอบความสำเร็จของนวัตกรรมใหม่

  • ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร: เพื่อนำกรอบความคิดไปใช้ในการออกแบบโครงสร้างการประเมินผล โครงสร้างรางวัล และการปรับวัฒนธรรมองค์กร

  • กลุ่มพนักงานศักยภาพสูง: สายเลือดใหม่ที่เตรียมพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำ ซึ่งต้องการเครื่องมือทางความคิดเพื่อก้าวกระโดดในการวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจ

 


 

ระยะเวลาอบรม

เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณเวลาและความต้องการในการยกระดับศักยภาพของบุคลากร เรานำเสนอรูปแบบการอบรม 2 ระยะเวลา ดังนี้

Intensive Systems Thinking (ระยะเวลา 1 วัน)

  • วัตถุประสงค์: เน้นการปรับกระบวนทัศน์ขั้นพื้นฐาน การทำลายความคุ้นชินแบบเดิม และการทำความรู้จักกับเครื่องมือหลัก เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการเห็นภาพรวมอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปกำหนดทิศทางของทีม

  • จุดเน้น: โมเดลภูเขาน้ำแข็ง การคิดพิจารณาผลกระทบต่อเนื่องเบื้องต้น และเวิร์กชอปการตั้งคำถามเจาะลึกเพื่อค้นหารากเหง้าของปัญหา

Advanced Systems Design & Application (ระยะเวลา 2 วัน)

  • วัตถุประสงค์: เน้นการนำไปใช้งานจริงอย่างเต็มรูปแบบ การฝึกวาดแผนผังความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และการนำโจทย์จริงของบริษัทมาเป็นกรณีศึกษา เหมาะสำหรับทีมที่ต้องขับเคลื่อนโปรเจกต์การเปลี่ยนแปลงระดับองค์กร

  • จุดเน้น: ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด พร้อมเจาะลึกการวาดวงจรผลกระทบ การหาจุดคานงัดเชิงกลยุทธ์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ได้แผนปฏิบัติการที่นำไปใช้ได้ทันทีหลังจบการอบรม

 


 

สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ

  • ทักษะการตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดซ้ำ: ฝึกแยกอาการของปัญหาออกจากสมมติฐานเกี่ยวกับสาเหตุ และเลือกข้อมูลที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
  • มุมมองต่อความสัมพันธ์ข้ามสายงาน: ฝึกอธิบายว่างานของแต่ละทีมเชื่อมโยงกันอย่างไร และการปรับจุดหนึ่งอาจกระทบส่วนอื่นของระบบอย่างไร
  • แนวทางทดลองปรับกระบวนการ: ฝึกเปรียบเทียบทางเลือก ระบุข้อจำกัด และกำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามผลหลังนำไปใช้
  • แนวคิดสำหรับพัฒนางาน: ฝึกค้นหาความสัมพันธ์หรือจุดติดขัดที่อาจนำไปสู่แนวทางปรับปรุง แล้วตรวจความเป็นไปได้กับข้อมูลและบริบทจริง
  • ทักษะใช้ AI ประกอบการคิด: ฝึกร่างคำถามและสถานการณ์ทางเลือก พร้อมตรวจหลักฐาน สมมติฐาน และข้อจำกัดของคำตอบก่อนตัดสินใจ

ต่อยอดมุมมองเชิงระบบไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในองค์กรผ่าน บริการอบรมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม


 

คำถามที่พบบ่อย

Q1: หลักสูตรนี้เป็นเรื่องทฤษฎีที่จับต้องยากหรือมีคณิตศาสตร์ซับซ้อนหรือไม่?

A: ไม่เลยครับ เนื้อหาของเราถูกออกแบบมาสำหรับนักบริหาร ไม่ใช่นักวิชาการ เราใช้เครื่องมือที่เน้นภาพกราฟิกและการเล่าเรื่องเชิงธุรกิจ เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นความเป็นระบบโดยไม่ต้องพึ่งพาสมการทางคณิตศาสตร์ใดๆ

Q2: แตกต่างจากหลักสูตร Design Thinking หรือ การคิดเชิงวิพากษ์ อย่างไร?

A: Systems Thinking เน้นภาพรวม ความสัมพันธ์ และวงจรป้อนกลับของปัจจัยในระบบ ส่วน Design Thinking เริ่มจากการเข้าใจผู้ใช้เพื่อพัฒนาและทดสอบแนวทางตอบโจทย์ ขณะที่ Critical Thinking เน้นตรวจหลักฐาน สมมติฐาน และเหตุผลของข้อสรุป ทีมสามารถใช้ร่วมกันได้ตามปัญหา เช่น ใช้มุมมองเชิงระบบกำหนดปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ใช้ Critical Thinking ตรวจสมมติฐาน และใช้ Design Thinking ทดลองแนวทางกับผู้ใช้

Q3: พนักงานระดับปฏิบัติการควรเข้าร่วมอบรมหลักสูตรนี้หรือไม่?

A: หากเป็นพนักงานที่มีศักยภาพและต้องประสานงานข้ามแผนกเป็นประจำ การเข้าร่วมจะช่วยเปิดมุมมองให้เขาเข้าใจความยากลำบากของหัวหน้างานและกระบวนการทำงานของบริษัทได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Q4: การทำเวิร์กชอปสามารถใช้โจทย์ปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่จริงได้หรือไม่?

A: ได้ โดยเลือกโจทย์ที่มีขอบเขตเหมาะกับเวลาอบรมและเตรียมข้อมูลพื้นฐานให้ผู้เรียนใช้วิเคราะห์ รูปแบบ 2 วันมีการนำโจทย์จริงของบริษัทมาฝึก ผลจาก Workshop เป็นแผนภาพ สมมติฐาน และแนวทางทดลองที่องค์กรต้องนำไปตรวจและติดตามผลต่อในบริบทจริง

“เปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ของคนทั้งองค์กรอย่างยั่งยืนด้วย [บริการรับจัดอบรม Soft Skills (Corporate Training)] ที่เน้นการทำเวิร์กชอปร่วมกันเป็นทีม”

Last Updated on October 7, 2026

Picture of B Tools Training
B Tools Training

ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการฝึกอบรมองค์กร เชื่อมโยงคน ผลงาน และเป้าหมายธุรกิจ เพื่อผลลัพธ์ที่วัดได้

Table of Contents

หลักสูตรความหลากหลาย เพื่อการอยู่ร่วมกัน (Diversity and Inclusion): สร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับและเท่าเทียม

ขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักสูตร Diversity and Inclusion (ความหลากหลายในองค์กร) ลดอคติ สร้างการยอมรับความแตกต่าง และพัฒนา Inclusive Leadership

อ่านต่อ »

หลักสูตรการสื่อสารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ (Change Communication Strategy) เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

  ก้าวเข้าสู่ปี 2026 องค์กรทั่วโลกต่างเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทนกระบวนการทำงานเดิม การควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ทว่าสถิติทางธุรกิจกลับชี้ให้เห็นว่า โครงการแห่งการเปลี่ยนแปลงกว่าร้อยละ 70 ประสบความล้มเหลว ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้มาจากเทคโนโลยีที่บกพร่อง แต่มาจากความล้มเหลวในการสื่อสารเพื่อบริหารจัดการความกลัวและความกังวลของพนักงาน การสื่อสารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงการส่งอีเมลประกาศจากฝ่ายบริหาร หรือการจัดประชุมพนักงานเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่เป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการบริหารความคาดหวัง หลักสูตรการสื่อสารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ (Change

อ่านต่อ »

หลักสูตรการคิดเชิงรุก (Proactive Mindset): พัฒนาทัศนคติเชิงรุกในการทำงาน สำหรับองค์กร

เปลี่ยนทัศนคติจาก “ผู้รอคำสั่ง” (Reactive) เป็น “ผู้เริ่มลงมือทำ” ด้วยหลักสูตร Proactive Mindset เรียนรู้เทคนิค การทำงานเชิงรุก การโฟกัสที่ Circle of Control และการรับมือกับปัญหาอย่างมืออาชีพ

อ่านต่อ »
Scroll to Top