หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจภาพรวมกันไปแล้วว่า [PDPA คืออะไร] คำถามสำคัญลำดับถัดมาที่ผู้บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) และทีมการตลาดมักจะถามกันมากที่สุดคือ “สรุปแล้ว PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง?” และ “องค์กรของเราต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย?”
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อห้ามไม่ให้องค์กรทำธุรกิจ หรือห้ามเก็บข้อมูลลูกค้าโดยสิ้นเชิง แต่มุ่งเน้นไปที่การสร้างกติกาให้องค์กรจัดเก็บและใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส ปลอดภัย และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกขอบเขตการคุ้มครองของ PDPA พร้อมสรุปหน้าที่ที่องค์กรต้องเตรียมตัวให้พร้อม
เจาะลึกขอบเขต: กฎหมาย PDPA คุ้มครองข้อมูลประเภทใดบ้าง
กฎหมาย PDPA ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น โดยไม่คุ้มครองข้อมูลของนิติบุคคลหรือผู้เสียชีวิต ในมุมมองของการบริหารจัดการภายในองค์กร เราสามารถแบ่งขอบเขตการคุ้มครองออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในบริบทการทำงาน
ในทุกๆ วัน องค์กรมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปเป็นจำนวนมาก กฎหมายคุ้มครองข้อมูลเหล่านี้ไม่ให้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตัวอย่างเช่น:
-
ข้อมูลลูกค้า: ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่จัดส่งสินค้า ประวัติการสั่งซื้อ หรือพฤติกรรมการใช้งานบนเว็บไซต์ผ่านคุกกี้
-
ข้อมูลพนักงาน: ประวัติส่วนตัว ข้อมูลเงินเดือน ประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลการประเมินผลงาน (เจาะลึกแนวทางปฏิบัติได้ที่ PDPA สำหรับฝ่ายบุคคลและ HR)
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ
นี่คือจุดที่องค์กรต้องระวังมากที่สุด กฎหมาย PDPA ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลกลุ่มนี้ให้เข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะหากข้อมูลรั่วไหล อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ หรือสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเจ้าของข้อมูลได้ ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ เชื้อชาติ ศาสนา ข้อมูลสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน และข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือสแกนเข้างาน หรือระบบสแกนใบหน้า
ตารางสรุประดับความเข้มงวดในการคุ้มครองข้อมูลแต่ละประเภท
| ประเภทข้อมูล | ตัวอย่างในองค์กร | ฐานกฎหมายที่รองรับการใช้งาน | ระดับการคุ้มครอง |
| ข้อมูลทั่วไป | ชื่อ อีเมลลูกค้า เบอร์พนักงาน | ใช้ฐานสัญญา ฐานประโยชน์ชอบด้วยกฎหมาย หรือขอความยินยอม | มาตรฐาน (ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยพื้นฐาน) |
| ข้อมูลอ่อนไหว | ลายนิ้วมือเข้างาน ใบรับรองแพทย์ | ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง เท่านั้น (เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น) | สูงสุด (ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง) |
3 หลักการสำคัญในการประมวลผลข้อมูลที่ PDPA คุ้มครอง
เพื่อให้การทำงานขององค์กรสอดคล้องกับกฎหมาย การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล จะต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:
1. หลักความยินยอมและฐานความชอบด้วยกฎหมาย
กฎหมายคุ้มครองไม่ให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้ตามอำเภอใจ การจะประมวลผลข้อมูลได้ต้องมีฐานความชอบด้วยกฎหมายรองรับ เช่น การใช้ฐานสัญญาเพื่อเก็บข้อมูลทำตามสัญญาจ้างงาน หรือใช้ฐานประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายในการติดกล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความปลอดภัย หากกิจกรรมใดไม่เข้าข่ายฐานกฎหมายอื่นๆ เลย องค์กรต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเสมอ
2. หลักการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์
PDPA คุ้มครองไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ องค์กรต้องแจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตั้งแต่แรก และห้ามนำข้อมูลไปใช้ผิดประเภทเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น ลูกค้าให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อใช้ในการจัดส่งพัสดุ องค์กรจะนำเบอร์นั้นไปส่ง SMS โฆษณาขายของไม่ได้ หากลูกค้ายังไม่ได้อนุญาต
3. หลักการจัดเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น
กฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวโดยบังคับให้องค์กรเก็บข้อมูลให้น้อยที่สุดและเท่าที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง องค์กรต้องเลิกพฤติกรรมการเก็บข้อมูลเผื่อไว้ก่อน เช่น แบบฟอร์มสมัครสมาชิกรับข่าวสารออนไลน์ ไม่มีความจำเป็นต้องขอช่องกรุ๊ปเลือดหรือศาสนา
8 สิทธิของเจ้าของข้อมูลที่องค์กรต้องรองรับ
💡 8 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject Rights) ตาม PDPA มีอะไรบ้าง?
“กฎหมาย PDPA กำหนด 8 สิทธิพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลที่องค์กรต้องจัดทำช่องทางรองรับคำร้อง ได้แก่: 1. สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) 2. สิทธิขอเข้าถึงและรับสำเนา (Right of access) 3. สิทธิขอโอนย้ายข้อมูล (Right to data portability) 4. สิทธิคัดค้านการประมวลผล (Right to object) 5. สิทธิขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ไม่สามารถระบุตัวตน (Right to erasure) 6. สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล (Right to restriction of processing) 7. สิทธิขอแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง (Right to rectification) 8. สิทธิในการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล (Right to lodge a complaint)”
หัวใจสำคัญของการคุ้มครองตาม PDPA คือการคืนอำนาจควบคุมข้อมูลกลับไปสู่ประชาชน กฎหมายจึงกำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลไว้ 8 ประการ ซึ่งองค์กรมีหน้าที่ต้องเตรียมช่องทางและระบบเพื่อรองรับการใช้สิทธิเหล่านี้ โดยปกติต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน สิทธิที่พบบ่อยได้แก่:
สิทธิในการขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูล
เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอทราบว่าองค์กรเก็บข้อมูลอะไรของตนไว้บ้าง และสามารถขอสำเนาข้อมูลเหล่านั้นได้ เช่น พนักงานสามารถขอประวัติการประเมินผลงานของตนเองจากฝ่าย HR ได้
สิทธิในการขอให้ลบหรือทำลาย
หากข้อมูลหมดความจำเป็น หรือเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม องค์กรต้องลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลนั้นไม่สามารถระบุตัวตนได้อีกต่อไป เว้นแต่การเก็บรักษานั้นจะเป็นไปเพื่อทำตามกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายบัญชีหรือภาษี
สิทธิในการคัดค้านและระงับการใช้ข้อมูล
เจ้าของข้อมูลสามารถสั่งระงับการใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้เพื่อการทำการตลาดแบบตรง องค์กรต้องหยุดนำข้อมูลนั้นไปทำการตลาดทันทีโดยไม่มีข้อแม้
หน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรเพื่อให้ความคุ้มครองตาม PDPA
เพื่อให้ความคุ้มครองเกิดขึ้นจริง กฎหมายจึงกำหนดให้องค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องปฏิบัติตามหน้าที่หลัก 3 ระยะ ดังนี้:
หน้าที่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล
ก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล องค์กรต้องแจ้งรายละเอียดให้เจ้าของข้อมูลทราบผ่านเอกสารที่เรียกว่า ประกาศความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Notice โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่า เก็บข้อมูลอะไรบ้าง เก็บไปทำไม จะส่งต่อให้ใครบ้าง เก็บไว้นานแค่ไหน และสามารถติดต่อองค์กรได้อย่างไร
หน้าที่ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
PDPA คุ้มครองข้อมูลไม่ให้สูญหายหรือถูกแฮก องค์กรจึงมีหน้าที่ต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งในเชิงเทคนิคเช่นการเข้ารหัสข้อมูลและการตั้งรหัสผ่าน และเชิงบริหารจัดการเช่นการจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเฉพาะพนักงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
หน้าที่ในการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง
หากเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล เช่น โดนไวรัสเรียกค่าไถ่โจมตีระบบ หรือพนักงานส่งไฟล์เงินเดือนผิดอีเมล องค์กรต้องมีขั้นตอนปฏิบัติการที่ชัดเจนและแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) เพื่อประสานงานแจ้งเหตุต่อสำนักงานกำกับดูแลภายใน 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่ทราบเหตุ และหากการรั่วไหลนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบพร้อมเสนอแนวทางเยียวยาทันที
เอกสารและนโยบายที่องค์กรต้องมีเพื่อคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมาย
เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรได้ทำตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด นี่คือกลุ่มเอกสารสำคัญที่ทุกองค์กรควรจัดเตรียมไว้:
1. นโยบายความเป็นส่วนตัว
เป็นเอกสารชี้แจงสิทธิและเงื่อนไขการใช้ข้อมูล มักจะแยกตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น นโยบายความเป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้าที่มักแสดงบนหน้าเว็บไซต์ และนโยบายความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงานที่มักรวมไว้ในสัญญาจ้าง
2. แบบฟอร์มขอความยินยอม
ใช้สำหรับขอเก็บข้อมูลที่ไม่มีฐานกฎหมายอื่นรองรับ หรือการเก็บข้อมูลอ่อนไหว โดยแบบฟอร์มที่ดีต้องใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่ซ่อนเงื่อนไข และให้สิทธิลูกค้าในการปฏิเสธได้โดยไม่กระทบต่อการให้บริการหลัก
3. บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล หรือ RoPA
RoPA คือสมุดบันทึกหรือฐานข้อมูลที่องค์กรต้องทำขึ้นเพื่อแสดงว่า องค์กรมีการเก็บข้อมูลอะไร เก็บเพื่ออะไร ใครดูแล และส่งต่อให้ใครบ้าง ซึ่งเอกสารนี้หน่วยงานรัฐสามารถเรียกตรวจสอบได้ตลอดเวลาเพื่อดูความโปร่งใส
วิธีตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงว่าองค์กรละเมิด PDPA หรือไม่
การเตรียมความพร้อมเรื่อง PDPA ไม่ใช่การแค่ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน แต่เป็นการวางระบบอย่างรอบด้าน องค์กรควรเริ่มต้นจากการทำแผนผังเส้นทางการไหลของข้อมูล ตั้งแต่ข้อมูลไหลเข้าองค์กรจนถึงวันที่ถูกทำลายทิ้ง เพื่อค้นหาช่องโหว่และจุดเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดมักไม่ได้มาจากระบบคอมพิวเตอร์ แต่มาจากความไม่รู้ของพนักงาน หรือ Human Error เช่น การทิ้งเอกสารเรซูเม่ลงถังขยะโดยไม่ทำลาย หรือการเอาเบอร์ลูกค้าไปโพสต์ลงในกลุ่มไลน์สาธารณะ
⚠️ ตรวจสอบความเสี่ยงทางกฎหมาย: ศึกษาอัตราค่าปรับและผลกระทบได้ที่ บทลงโทษทางอาญาและค่าปรับ PDPA
“การอุดรอยรั่วที่ดีที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนทำงาน หากองค์กรของคุณต้องการตัวช่วยในการเตรียมความพร้อม หรือต้องการจัดอบรมภายในเพื่อปรับกระบวนการทำงาน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: [บริการให้คำปรึกษาและหลักสูตรอบรม PDPA สำหรับองค์กร]“
สรุปขอบเขตการคุ้มครองตาม PDPA ที่ทุกธุรกิจต้องตระหนัก
คำตอบของคำถามที่ว่า PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง? สามารถสรุปได้สั้นๆ ว่ากฎหมายนี้คุ้มครองสิทธิความเป็นมนุษย์ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร สำหรับองค์กรและภาคธุรกิจ กฎหมาย PDPA ได้กำหนดกรอบการทำงานที่ชัดเจนขึ้น หน้าที่ของคุณคือการสำรวจข้อมูลที่ถือครองอยู่ จัดทำนโยบายที่โปร่งใส รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเคารพการตัดสินใจของเจ้าของข้อมูล
อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลแล้วค่อยแก้ปัญหา เพราะนอกจากโทษปรับทางกฎหมายและโทษทางอาญาที่รุนแรงแล้ว สิ่งที่องค์กรจะสูญเสียมากที่สุดคือความไว้วางใจของลูกค้าและพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และกู้คืนกลับมาได้ยากที่สุด
🏢 บริการสำหรับธุรกิจ: เสริมสร้างความพร้อมให้ทีมงานทุกระดับผ่าน บริการจัดอบรม PDPA สำหรับองค์กร
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กฎหมาย PDPA ไม่คุ้มครองข้อมูลประเภทใดบ้าง?
PDPA ไม่คุ้มครอง: 1. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม 2. ข้อมูลของนิติบุคคล (เช่น เลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท) 3. ข้อมูลที่ถูกทำให้เป็นนิรนามโดยไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้อีกต่อไป (Anonymous Data) 4. การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลหรือกิจกรรมภายในครอบครัว
เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล องค์กรต้องแจ้งใครภายในเวลากี่ชั่วโมง?
องค์กรต้องแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และหากการละเมิดนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้องแจ้งเหตุละเมิดพร้อมแนวทางเยียวยาให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วยโดยไม่ชักช้า
Last Updated on October 2, 2026


