หากพูดถึงการสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษ CEFR จะเป็นหนึ่งในเกณฑ์วัดระดับที่หลายๆ คนนึกถึง เพราะเป็นการเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกนโยบายให้นักเรียนและคุณครูทุกคนผ่านการวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษ โดยอ้างอิง CEFR ซึ่งเป็นมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับสากล
วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมๆ กันว่า CEFR คืออะไร มีความจำเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงต้องสอบ?
CEFR คืออะไร?
CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือ เกณฑ์มาตรฐานสากลที่ใช้อธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางภาษาอังกฤษ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 6 ระดับ (A1–C2) เพื่อใช้วัดทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
CEFR หรือที่มีชื่อเต็มว่า Common European Framework of Reference for Languages เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้อธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางภาษาระดับสากล ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรป CEFR เป็นมาตรฐานสากลที่สหภาพยุโรปจัดทำขึ้นในปี 1990 เพื่อปรับปรุงแนวทางสำหรับลูกจ้างและสถาบันการศึกษาที่ต้องการประเมินความเชี่ยวชาญทางภาษาของผู้สมัคร และเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันของผู้สอนภาษาทุกประเทศในยุโรป
โดย CEFR เป็นมาตรฐานการทดสอบที่สามารถประเมินความเชี่ยวชาญทางภาษาอังกฤษได้อย่างครบถ้วนทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งจะแบ่งระดับภาษาของผู้เรียนได้ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับผู้ชำนาญ ผลคะแนนสามารถเทียบได้กับเกณฑ์ของ IELTS, TOEIC และ TOEFL
ทักษะภาษาอังกฤษ CEFR มีกี่ระดับ ต่างกันอย่างไร?
📌 เช็กลิสต์ประเมินตนเอง: ทักษะภาษาอังกฤษของคุณอยู่ระดับ CEFR ไหน?
| ระดับ CEFR | เกณฑ์ประเมินทักษะที่ทำได้จริง (Can-Do Statements) | เทียบเคียงในการทำงาน |
|---|---|---|
| A1 – A2 (พื้นฐาน) |
สื่อสารประโยคสั้นๆ ในชีวิตประจำวันได้ แนะนำตัว ทักทาย สั่งอาหาร ถามทาง เข้าใจบทสนทนาช้าๆ ชัดๆ | พนักงานปฏิบัติการ / งานที่ไม่ต้องใช้ภาษาเป็นหลัก |
| B1 – B2 (ทำงานได้คล่อง) |
เขียนอีเมลตอบโต้ธุรกิจได้ สื่อสารกับชาวต่างชาติอย่างเป็นธรรมชาติ พรีเซนต์งานและร่วมประชุมภาษาอังกฤษได้ | พนักงานออฟฟิศ / เจ้าหน้าที่ประสานงาน / หัวหน้างาน |
| C1 – C2 (มืออาชีพ/เชี่ยวชาญ) |
เข้าใจภาษาเชิงลึก สัญญาธุรกิจ เอกสารวิชาการ เจรจาต่อรองความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างแม่นยำ ไหลลื่น | ผู้บริหารระดับสูง / ล่าม / นักเจรจาการค้าระหว่างประเทศ |
อย่างที่บอกว่าระดับความสามารถทักษะภาษาอังกฤษ CEFR มีด้วยกันทั้งหมด 6 ระดับ ได้แก่
Basic User
Level A1 :
- สามารถใช้ประโยคพื้นฐานในการสื่อสารที่เป็นรูปธรรม และเข้าใจสำนวนที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันได้
- สามารถแนะนำตนเอง และคนอื่นๆ รวมถึงสามารถถามตอบเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนบุคคลได้
- สามารถสื่อสาร โต้ตอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้
Level A2 :
- สามารถเข้าใจสำนวนที่ใช้บ่อยๆ เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวได้ เช่น ข้อมูลพื้นฐาน การซื้อของ หรือการจ้างงาน
- สามารถสื่อสารเรื่องง่ายๆ เรื่องที่เป็นกิจวัตรประจำวันได้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คุ้นเคยได้โดยตรง
- สามารถอธิบายประวัติของตนเองอย่างง่ายๆ สื่อสารประเด็นที่ต้องการได้อย่างทันที
Independent User
Level B1 :
- สามารถเข้าใจจุดประสงค์หลักในเรื่องที่พบเจอบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
- สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นขณะที่เดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ได้
- สามารถสื่อสารเชื่อมโยงเรื่องราวที่คุ้นเคย หรือหัวข้อที่สนใจส่วนบุคคลได้
- สามารถอธิบายเหตุการณ์และให้เหตุผลสั้นๆ รวมถึงสามารถอธิบายเกี่ยวกับความคิดเห็นได้
Level B2 :
- สามารถเข้าใจข้อความที่มีความซับซ้อนได้ทั้งในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สื่อสารเรื่องที่มีความเชี่ยวชาญได้ดี
- สามารถสื่อสาร โต้ตอบกับเจ้าของภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กังวล
- สามารถใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจนในหัวข้อที่หลากหลาย อธิบายมุมมองเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะด้านที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียได้
Proficient User
Level C1 :
- สามารถเข้าใจข้อความที่มีความยาวมากขึ้น หลากหลายมากขึ้น และรู้ชัดถึงความหมายโดยนัย
- สามารถสื่อสาร แสดงความคิดได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
- สามารถใช้ภาษาได้อย่างยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งทางสังคม วิชาการ และด้านอาชีพ
- สามารถใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ซับซ้อน แสดงการใช้รูปแบบการสื่อสาร แบบเชื่อมโยงได้
Level C2 :
- สามารถเข้าใจถึงเรื่องที่รับฟัง หรือเรื่องที่อ่านได้อย่างง่ายดาย
- สามารถสื่อสารและแสดงออกได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรมชาติและแม่นยำ
- สามารถแยกแยะความหมายของคำศัพท์ ประโยคที่มีความซับซ้อน หรือใกล้เคียงกันของสถานการณ์ต่างๆ ได้
- สรุปข้อมูลจากแหล่งที่มาต่างๆ เพื่อใช้ในการนำเสนอที่สอดคล้อง หรือใช้ในการโต้แย้งได้
“ที่ B-Tools Training เราให้ความสำคัญกับการวัดผลที่แม่นยำ โดย [หลักสูตรภาษาอังกฤษของเราทุกระดับอิงตามมาตรฐาน CEFR] เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาที่ตรงกับพื้นฐานความเป็นจริงที่สุด”
ทักษะภาษาอังกฤษ CEFR สำคัญอย่างไร ทำไมต้องสอบ?
เนื่องจาก CEFR เป็นหนึ่งในนโยบายปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้นักเรียนและคุณครูทุกคนผ่านต้องผ่านการวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษ โดยการวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษสำหรับครูและนักเรียนในไทย จะเทียบกับ 4 ระดับคือ A1 – B2
เกณฑ์เป้าหมายสำหรับบุคลากรครู
| กลุ่มเป้าหมาย | ระดับประถมศึกษา | ระดับมัธยมศึกษา |
| ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ | Level B1 ขึ้นไป | Level B1 ขึ้นไป |
| ครูผู้สอนวิชาอื่นๆ | Level A2 ขึ้นไป | Level A2 ขึ้นไป |
เกณฑ์เป้าหมายสำหรับนักเรียน
| ระดับชั้น | ห้องเรียนปกติ | ห้องเรียนพิเศษ (EP / โครงการภาษาอังกฤษ) |
| ป.4 – ป.6 | Level A1 ขึ้นไป | Level A2 ขึ้นไป |
| ม.1 – ม.3 | Level A2 ขึ้นไป | Level B1 ขึ้นไป |
| ม.4 – ม.6 | Level B1 ขึ้นไป | Level B2 ขึ้นไป |
โดยเกณฑ์การวัดระดับของ CEFR จะไม่ได้มีการสอบโดยตรงอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่จะเป็นการเทียบคะแนนจากการสอบวัดระดับทักษะภาษาอื่นๆ เช่น IELTS, TOEIC และ TOEFL โดยสามารถเทียบได้ดังนี้
นั่นจึงทำให้ CEFR ไม่มีแนวข้อสอบเป็นของตัวเอง เนื่องจากไม่มีการสอบโดยตรง แต่ CEFR Level จะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับคะแนนการสอบวัดระดับทักษะภาษาอื่นๆ ที่นำมาใช้เทียบ ซึ่งการจะมีแนวทางในการสอบที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษทั้งสิ้น
ตารางเทียบคะแนน CEFR กับ TOEIC, IELTS และ TOEFL (อัปเดตล่าสุด)
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) มักใช้กรอบ CEFR เป็นตัวกลางในการแปลงผลคะแนนสอบต่างค่าย เพื่อให้เห็นภาพรวมของสมรรถนะพนักงานได้ชัดเจนขึ้น ด้านล่างนี้คือตารางเทียบเคียงคะแนนสอบยอดนิยมกับระดับ CEFR:
| ระดับ CEFR | TOEIC (Listening & Reading) | IELTS (Academic / General) | TOEFL iBT | ทักษะเทียบเคียงในการทำงาน |
| C2 | – | 8.5 – 9.0 | 114 – 120 | ผู้บริหารระดับสูง / ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง |
| C1 | 945+ | 7.0 – 8.0 | 95 – 113 | ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ / นักวิเคราะห์ |
| B2 | 785 – 940 | 5.5 – 6.5 | 72 – 94 | หัวหน้างาน / พนักงานขายระดับอาวุโส |
| B1 | 550 – 780 | 4.0 – 5.0 | 42 – 71 | พนักงานธุรการ / ฝ่ายบริการลูกค้า |
| A2 | 225 – 545 | 3.0 – 3.5 | – | พนักงานปฏิบัติการเบื้องต้น |
| A1 | 120 – 220 | 2.0 – 2.5 | – | ผู้เริ่มต้นเรียนรู้ภาษา |
(หมายเหตุ: เกณฑ์คะแนนอาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามการวิจัยของแต่ละสถาบันจัดสอบ)
โดยผลคะแนนสามารถเทียบได้กับเกณฑ์สากลอย่างชัดเจน ซึ่งหากคุณต้องการเจาะลึกว่า คะแนน TOEIC 600 / 700 / 800 ต้องเก่งระดับไหน และนำไปใช้ทำงานจริงได้อย่างไร สามารถศึกษาตารางวิเคราะห์ความสามารถรายคะแนนเพิ่มเติมได้ทันที
สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้บริหารที่ต้องการนำเกณฑ์คะแนนนี้ไปใช้กำหนดมาตรฐานพนักงาน สามารถอ่านคู่มือเจาะลึกได้ที่ การนำ CEFR ไปประยุกต์ใช้ในองค์กรและ Competency เพื่อวางเกณฑ์ Job Matching และออกแบบแผนพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ
เกณฑ์ CEFR ของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับครูและนักเรียน
เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้นำมาตรฐาน CEFR มาเป็นแกนหลักในการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยกำหนดเป้าหมายความสามารถทางภาษาขั้นต่ำสำหรับบุคลากรทางการศึกษาและผู้เรียนไว้ดังนี้:
เกณฑ์เป้าหมายสำหรับบุคลากรครู
| กลุ่มเป้าหมาย | ระดับประถมศึกษา | ระดับมัธยมศึกษา |
| ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ | Level B1 ขึ้นไป | Level B1 ขึ้นไป |
| ครูผู้สอนวิชาอื่นๆ | Level A2 ขึ้นไป | Level A2 ขึ้นไป |
เกณฑ์เป้าหมายสำหรับนักเรียน
| ระดับชั้น | ห้องเรียนปกติ | ห้องเรียนพิเศษ (EP / โครงการภาษาอังกฤษ) |
| ป.4 – ป.6 | Level A1 ขึ้นไป | Level A2 ขึ้นไป |
| ม.1 – ม.3 | Level A2 ขึ้นไป | Level B1 ขึ้นไป |
| ม.4 – ม.6 | Level B1 ขึ้นไป | Level B2 ขึ้นไป |
สอบ CEFR คืออะไร? สอบที่ไหน สอบยังไง และมีข้อสอบอะไรบ้าง?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่ามี “ข้อสอบ CEFR” ให้สมัครสอบโดยตรง แต่ในความเป็นจริง CEFR เป็นเพียง “กรอบมาตรฐาน” ไม่ใช่ชื่อของข้อสอบ
หากองค์กรหรือบุคคลทั่วไปต้องการทราบระดับ CEFR ของตนเอง จะต้องเลือกสอบกับสถาบันทดสอบทางภาษาที่ได้รับการรับรอง ซึ่งข้อสอบเหล่านี้จะทำการประเมินและแปลงผลลัพธ์ออกมาเป็นระดับ A1 – C2 ให้โดยอัตโนมัติ ข้อสอบที่นิยมใช้ในภาคธุรกิจและการศึกษา ได้แก่:
-
Linguaskill (โดย Cambridge Assessment): นิยมมากในองค์กรยุคใหม่ เพราะสอบออนไลน์ได้ ใช้ AI ตรวจผลรวดเร็ว และได้ผลลัพธ์เป็นระดับ CEFR ตรงๆ
-
TOEIC: จัดสอบโดย CPA (Thailand) เหมาะสำหรับการประเมินทักษะภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจเพื่อใช้สมัครงาน (ผลสอบจะแจ้งคะแนนดิบ ซึ่งนำมาเทียบตาราง CEFR ได้)
-
IELTS / TOEFL: จัดสอบผ่านศูนย์สอบอย่างเป็นทางการ เช่น British Council หรือ IDP เน้นไปที่การประเมินเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศหรือย้ายถิ่นฐาน
สำหรับองค์กรธุรกิจ: หากบริษัทต้องการประเมินพนักงานจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องส่งพนักงานไปสอบศูนย์ภายนอกเสมอไป ที่ B-Tools Training มีบริการจัดสอบและวัดระดับภาษาอังกฤษก่อนเรียน (Pre-test) ที่อิงตามมาตรฐาน CEFR โดยสามารถเลือกรุปแบบได้ทั้งการสอบแบบ Online หรือจัดสอบแบบ In-house ที่บริษัท เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ออกแบบหลักสูตรได้อย่างแม่นยำ [บริการฝึกอบรมพนักงานสำหรับองค์กร (Corporate Training)]
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CEFR (FAQ)
Q: พนักงานออฟฟิศทั่วไป ควรมีทักษะภาษาอังกฤษระดับ CEFR ที่เท่าไหร่?
A: สำหรับตำแหน่งงานทั่วไปที่ต้องมีการสื่อสารผ่านอีเมลหรือประสานงานกับชาวต่างชาติ ควรมีทักษะอย่างน้อยในระดับ B1 (Intermediate) ส่วนตำแหน่งที่ต้องนำเสนองาน เจรจาต่อรอง หรืออยู่ในระดับหัวหน้างาน ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่ระดับ B2 (Upper Intermediate) ขึ้นไป
Q: มีการทดสอบวัดระดับ CEFR แบบฟรีหรือไม่?
A: หากต้องการใบประกาศนียบัตรรับรองผลอย่างเป็นทางการจากศูนย์สอบ (Official Certificate) จะมีค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบตามมาตรฐานของแต่ละสถาบันเสมอ อย่างไรก็ตาม หากต้องการเพียงประเมินทักษะเบื้องต้น จะมีเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ให้บริการทดสอบเพื่อเทียบเคียงระดับ CEFR ฟรีเบื้องต้น นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการทดสอบศักยภาพพนักงานเพื่อนำไปวางแผนพัฒนาบุคลากร ทาง B-Tools Training มีบริการจัดสอบวัดระดับภาษาก่อนเรียน (Pre-test) ตามมาตรฐาน CEFR ให้ฟรี ทั้งในรูปแบบ Online และ In-house
Q: มาตรฐาน CEFR แตกต่างจากการสอบ TOEIC อย่างไร?
A: ความแตกต่างหลักคือ CEFR เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” (เปรียบเสมือนไม้บรรทัดวัดระดับ) ที่แบ่งความสามารถออกเป็นระดับ A1 ถึง C2 ครอบคลุมทั้ง 4 ทักษะ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ในขณะที่ TOEIC เป็น “ชุดข้อสอบ” ที่เน้นประเมินทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงธุรกิจ โดยทั่วไปผลสอบ TOEIC (Listening & Reading) จะออกมาเป็นคะแนนดิบตั้งแต่ 10-990 คะแนน ซึ่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถนำคะแนนดิบจากข้อสอบ TOEIC นี้ ไปเทียบตารางเพื่อดูว่าพนักงานมีสมรรถนะเทียบเท่าระดับใดบนเกณฑ์ CEFR
Q: ใบประกาศนียบัตรหรือผลการประเมิน CEFR มีวันหมดอายุหรือไม่?
A: ตัวกรอบมาตรฐาน CEFR ไม่มีวันหมดอายุ แต่ “ผลคะแนนสอบ” ที่นำมาใช้อ้างอิงระดับ CEFR (เช่น ผลสอบ TOEIC, IELTS, หรือ Linguaskill) โดยทั่วไปสถาบันจัดสอบจะกำหนดอายุการใช้งานไว้ที่
Q: การสอบ CEFR มีอายุกี่ปี?
A: โดยทั่วไปกรอบ CEFR ไม่มีวันหมดอายุ แต่ผลการสอบของสถาบันที่ใช้วัด เช่น TOEIC หรือ IELTS มักมีอายุ 2 ปี
Q: คนทำงานทั่วไปควรได้ระดับ CEFR เท่าใด?
A: ระดับ B1-B2 คือเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการทำงานในองค์กรสากลและการติดต่อสื่อสารธุรกิจทั่วไป
2 ปี เนื่องจากทักษะทางภาษาของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการใช้งานจริง
สรุปภาพรวมมาตรฐาน CEFR และก้าวต่อไปในการพัฒนาภาษา
Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) ได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการประเมินภาษาอังกฤษจากการวัดเพียงความรู้ทางไวยากรณ์ มาสู่การวัดศักยภาพในการสื่อสารที่ใช้งานได้จริง มาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของภาครัฐ แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ชิ้นสำคัญสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในการคัดกรองบุคลากร วางแผนสายอาชีพ (Career Path) และกำหนดโครงสร้างการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพ
เมื่อองค์กรทราบระดับ CEFR ที่แท้จริงของพนักงานแต่ละแผนก ก้าวต่อไปคือการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมแบบ Customization ที่เจาะจงไปที่การอุดช่องโหว่ทางทักษะของแต่ละบุคคล การลงทุนกับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษบนพื้นฐานของการวัดผลที่แม่นยำ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันขององค์กรในเวทีธุรกิจระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
ที่ B-Tools Training เราให้ความสำคัญกับการวัดผลที่แม่นยำ โดย หลักสูตรพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับองค์กรตามมาตรฐาน CEFR ของเราออกแบบขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาที่ตรงกับพื้นฐานความเป็นจริงที่สุด
Last Updated on September 25, 2026



