การประเมินผลการฝึกอบรมตาม Kirkpatrick Model 4 ระดับ: วิธีวัดผลอบรมให้ตอบโจทย์ผู้บริหาร

Kirkpatrick Model คืออะไร? ทำไมจึงเป็นมาตรฐานสากลในการประเมินผลการฝึกอบรม

Kirkpatrick Model คือ กรอบแนวคิดการประเมินผลการฝึกอบรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก พัฒนาโดย Donald L. Kirkpatrick โดยแบ่งการวัดผลออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Reaction (ปฏิกิริยาตอบสนอง) Learning (การเรียนรู้) Behavior (พฤติกรรม) และ Results (ผลลัพธ์) โมเดลนี้ช่วยให้ HR สามารถเชื่อมโยงการพัฒนาบุคลากรเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้บริหารมองเห็นความคุ้มค่าจากการลงทุนฝึกอบรมพนักงาน

การจัดอบรมพนักงานในยุคปัจจุบันด้วย บริการรับจัดฝึกอบรมภายในองค์กร (In-house Training) ไม่ใช่เพียงแค่การทำตามแผนพัฒนาบุคลากรประจำปี แต่คือการลงทุนทางธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่ต้องเห็นผลตอบแทนชัดเจน โมเดลของ Kirkpatrick ได้รับการยกย่องให้เป็นมาตรฐานสากลเพราะช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกของชาว HR ที่มักจบการประเมินผลแค่ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าเรียน โมเดลนี้บังคับให้ผู้ออกแบบหลักสูตรต้องมองไกลไปถึงผลกระทบต่อองค์กร เปลี่ยนงบประมาณการจัดอบรมจาก “ค่าใช้จ่าย” ให้กลายเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร” ได้อย่างแท้จริง

เจาะลึกการวัดผลการอบรม 4 ระดับตาม Kirkpatrick Model 4 Levels of Training Evaluation

 

เพื่อให้การนำไปใช้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด HR จำเป็นต้องเข้าใจแก่นแท้และจุดประสงค์ของการวัดผลในแต่ละระดับอย่างถ่องแท้

1. Reaction ปฏิกิริยาและความพึงพอใจ — ผู้เรียนรู้สึกอย่างไรต่อหลักสูตร?

การประเมินระดับนี้คือด่านแรกในการตรวจสอบว่า สภาพแวดล้อมและรูปแบบการจัดการเรียนรู้เหมาะสมหรือไม่ เป้าหมายคือการวัดความรู้สึกของผู้เข้าร่วมอบรมต่อ วิทยากรฝึกอบรม เนื้อหาหลักสูตร สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ HR ทราบว่ากระบวนการจัดงานราบรื่นดีหรือไม่ และผู้เรียนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด

แม้การวัดผลระดับนี้จะไม่สามารถการันตีได้ว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่อารมณ์และความรู้สึกเชิงบวกคือรากฐานสำคัญ หากผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่พอใจตั้งแต่ต้น โอกาสที่จะเปิดรับความรู้และก้าวไปสู่ระดับที่ 2 ย่อมลดลงอย่างมาก

2. Learning การเรียนรู้และความเข้าใจ — ผู้เรียนได้รับความรู้และทักษะอะไรใหม่?

ระดับนี้มุ่งเน้นไปที่การวัดสิ่งที่ผู้เรียนได้รับหลังจากการอบรมสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ทักษะ หรือทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป วิธีการที่ได้ผลดีที่สุดคือการทดสอบเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการอบรม Pre-test และ Post-test เพื่อหาจุดต่างที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

การประเมินในระดับ Learning ยังรวมถึงการให้ผู้เรียนสาธิตทักษะใหม่ให้ดูผ่าน Role-play หรือการทำแบบจำลองสถานการณ์ การวัดผลในจุดนี้ช่วยยืนยันให้ HR ทราบว่าหลักสูตรที่ออกแบบมามีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็น และวิทยากรสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้

3. Behavior การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม — นำสิ่งที่เรียนไปใช้ในการทำงานจริงหรือไม่?

ความท้าทายที่แท้จริงของนักพัฒนาบุคลากรเริ่มต้นที่ระดับนี้ การประเมินพฤติกรรมคือการติดตามดูว่าพนักงานนำทักษะหรือความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนกลับไปประยุกต์ใช้กับหน้างานจริงหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่สามารถวัดผลได้ทันทีหลังจบหลักสูตร แต่ต้องอาศัยระยะเวลาให้พนักงานได้ปรับตัวและลงมือทำอย่างน้อย 30 ถึง 90 วัน

ปัจจัยที่ทำให้การประเมินระดับนี้สำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ HR เพียงฝ่ายเดียว แต่หัวหน้างานสายตรง Line Manager มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสังเกตการณ์ ประเมินผล และให้ Feedback อย่างต่อเนื่อง หากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เอื้ออำนวย หรือหัวหน้างานไม่สนับสนุน พฤติกรรมใหม่ๆ ย่อมไม่เกิดการนำไปใช้อย่างยั่งยืน

4. Results ผลลัพธ์ทางธุรกิจ — องค์กรและผู้บริหารได้อะไรจากการจัดอบรมครั้งนี้?

นี่คือระดับที่ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจให้ความสนใจมากที่สุด การประเมิน Results คือการวัดผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับองค์กรอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพนักงานในระดับที่ 3 ตัวชี้วัดในระดับนี้ต้องผูกติดกับเป้าหมายหลักทางธุรกิจโดยตรง

ตัวอย่างเช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น อัตราความผิดพลาดในการผลิตลดลง คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าสูงขึ้น หรืออัตราการลาออกของพนักงานลดลง การนำเสนอรายงานการประเมินผลในระดับนี้จะช่วยตอกย้ำให้เห็นถึง Return on Investment ของการฝึกอบรม ทำให้ HR มีอำนาจต่อรองและได้รับความไว้วางใจในการบริหารงบประมาณพัฒนาบุคลากรในอนาคต

ตารางเปรียบเทียบ Kirkpatrick 4 Levels

ระดับการวัดผล สิ่งที่วัด เครื่องมือที่ใช้ ช่วงเวลาที่วัดผล ความคุ้มค่าต่อผู้บริหาร
Reaction ความพึงพอใจ ความรู้สึก การมีส่วนร่วม แบบสอบถาม สัมภาษณ์สั้นๆ ทันทีหลังจบการอบรม ตรวจสอบคุณภาพวิทยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน
Learning ความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่เพิ่มขึ้น Pre-test / Post-test, Role-play, การสอบปฏิบัติ ทันทีหลังจบการอบรม มั่นใจว่าเนื้อหาตรงเป้าหมาย พนักงานเข้าใจสิ่งที่เรียน
Behavior การนำไปใช้จริง การเปลี่ยนแปลงการทำงาน แบบประเมินพฤติกรรม 360 องศา, การสังเกตโดยหัวหน้างาน 30 – 90 วันหลังจบหลักสูตร พนักงานทำงานเก่งขึ้นจริง นำทักษะมาพัฒนางานได้
Results ผลกระทบต่อองค์กร กำไร ต้นทุน ประสิทธิภาพ ข้อมูลสถิติขององค์กร KPI, ยอดขาย, อัตราของเสีย 3 – 6 เดือนหลังจบหลักสูตร หรือตามรอบประเมินผล เห็นผลตอบแทนการลงทุนทางธุรกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

4 ขั้นตอนนำ Kirkpatrick Model ไปใช้จริงในการประเมินผลโครงการอบรม

การนำทฤษฎีมาปรับใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จำเป็นต้องมีกลยุทธ์และการวางแผนที่รัดกุม HR ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้เพื่อให้การประเมินผลมีความแม่นยำและตอบโจทย์ธุรกิจมากที่สุด

1. ตั้งเป้าหมายจากระดับ 4 ถอยกลับมาระดับ 1 Reverse Planning

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดไม่ใช่การวางแผนจาก 1 ไป 4 แต่เป็นการมองภาพผลลัพธ์สุดท้ายที่องค์กรต้องการก่อน แล้วค่อยสร้างกระบวนการย้อนกลับมา เริ่มต้นด้วยการถามผู้บริหารว่าต้องการเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจใดเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องการลดข้อร้องเรียนของลูกค้าลง 20% จากนั้นจึงถอยกลับมาพิจารณาว่าพนักงานต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใดบ้าง ต้องเรียนรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติม และต้องจัดหลักสูตรแบบไหนเพื่อให้พนักงานพร้อมเปิดรับการเรียนรู้นั้น

2. ออกแบบเครื่องมือวัดผลให้สอดคล้องกับแต่ละระดับ

เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลต้องมีความน่าเชื่อถือและเหมาะสมกับบริบทของระดับที่กำลังประเมิน ระดับที่ 1 และ 2 สามารถใช้เครื่องมือมาตรฐานอย่างแบบสอบถามออนไลน์และชุดข้อสอบได้ทันที แต่สำหรับระดับที่ 3 HR ต้องร่วมมือกับหัวหน้างานเพื่อสร้าง Checklist การประเมินพฤติกรรมที่สังเกตได้จริง ส่วนระดับที่ 4 ต้องทำงานร่วมกับฝ่าย Data หรือผู้รับผิดชอบระบบ KPI ขององค์กร เพื่อดึงข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง

3. กำหนดกรอบเวลาการเก็บข้อมูล ก่อน, ทันทีหลังจบ, 30–90 วัน

การกำหนด Timeline ที่ชัดเจนช่วยไม่ให้การประเมินผลตกหล่น ข้อมูลระดับที่ 1 และ 2 ต้องเก็บทันทีขณะที่ผู้เรียนยังมีความทรงจำสดใหม่ ส่วนระดับที่ 3 ควรกำหนดปฏิทินให้หัวหน้างานประเมินลูกน้องในกรอบเวลา 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน อย่างเป็นระบบ สำหรับผลลัพธ์ระดับที่ 4 อาจต้องรอให้ครบรอบไตรมาสหรือรอบครึ่งปีจึงจะเห็นตัวเลขการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่ชัดเจนพอที่จะสรุปผลได้

4. สรุปรายงานนำเสนอผู้บริหารแบบเน้น Business Impact

รายงานที่ดีต้องไม่ใช่แค่การส่งกราฟวงกลมแสดงความพึงพอใจของพนักงาน HR ต้องแปลงผลการประเมินทั้งหมดให้อยู่ในภาษาธุรกิจ เชื่อมโยงให้เห็นว่าความรู้ที่เพิ่มขึ้นในห้องเรียนส่งผลต่อพฤติกรรมหน้างานอย่างไร และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นช่วยประหยัดต้นทุนหรือสร้างรายได้ให้องค์กรเพิ่มขึ้นเท่าใด การชี้ให้เห็น Business Impact อย่างตรงไปตรงมาคือสิ่งที่ผู้บริหารต้องการเห็นมากที่สุด

ความท้าทายและข้อควรระวัง: ทำไมองค์กรส่วนใหญ่ติดกับดักแค่วัดผลระดับ 1 และ 2?

แม้ Kirkpatrick Model จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ในโลกความเป็นจริง HR จำนวนมากยังคงหยุดการประเมินไว้เพียงแค่ระดับ Reaction และ Learning สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร การวัดผลในระดับที่ 3 และ 4 ต้องใช้กำลังคน เวลา และการติดตามผลอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่ง HR หลายองค์กรมีภาระงานล้นมืออยู่แล้ว จึงเลือกที่จะจบบทบาทของตนเองเมื่อการอบรมสิ้นสุดลง

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องตัวแปรแทรกซ้อนนับเป็นอุปสรรคสำคัญในการประเมินระดับ Results ตัวอย่างเช่น หากยอดขายขององค์กรเพิ่มขึ้นหลังจากการจัดอบรมพนักงานขาย HR จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากหลักสูตรการอบรมล้วนๆ ไม่ใช่เพราะโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย หรือคู่แข่งในตลาดอ่อนแอลง การขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารและหัวหน้างานสายตรงที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการติดตามพฤติกรรมพนักงาน ก็เป็นอีกหนึ่งกับดักที่ทำให้การประเมินผลไปไม่ถึงปลายทาง

เชื่อมโยงวงจร HRD ให้ครบวงจร: จาก TNA สู่ แผนอบรมประจำปี และการวัดผล Kirkpatrick

การใช้ Kirkpatrick Model จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดหากแยกส่วนการทำงานออกจากการพัฒนาบุคลากรโดยรวม การประเมินผลที่ดีต้องเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการวิเคราะห์ความจำเป็นในการฝึกอบรม Training Needs Analysis (TNA) อย่างรอบด้าน HR ต้องดึงความต้องการจากทั้งแผนกลยุทธ์องค์กร ระดับสมรรถนะที่คาดหวัง และช่องว่างทักษะของพนักงานแต่ละบุคคล

เมื่อนำข้อมูลจาก TNA มา จัดทำแผนฝึกอบรมประจำปี (Annual Training Plan) ให้สอดคล้องกับงบประมาณแล้ว การนำ Kirkpatrick Model เข้ามาประกบในทุกหลักสูตรสำคัญจะทำให้วงจร HRD สมบูรณ์แบบ ข้อมูลผลลัพธ์ในระดับ 3 และ 4 ที่ได้จากการประเมินในปีนี้ จะถูกส่งกลับไปเป็น Input สำหรับการวิเคราะห์ TNA ในปีถัดไป ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เฉียบคมยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการประเมินผลการฝึกอบรม FAQ

การประเมินผลการฝึกอบรมจำเป็นต้องวัดครบทั้ง 4 ระดับของ Kirkpatrick ทุกหลักสูตรหรือไม่?

A: ไม่จำเป็นต้องวัดครบทั้ง 4 ระดับทุกหลักสูตร โดยหลักสูตรทั่วไปหรือการอบรมระยะสั้นอาจวัดเพียงระดับที่ 1 (Reaction) และระดับที่ 2 (Learning) ก็เพียงพอ ส่วนระดับที่ 3 (Behavior) และระดับที่ 4 (Results) ควรเลือกลงทุนวัดเฉพาะหลักสูตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Programs) ที่ใช้งบประมาณสูงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายธุรกิจขององค์กร

การวัดผลระดับที่ 3 (Behavior) ควรติดตามผลหลังจากอบรมเสร็จนานเท่าใด?

A: ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ 30 ถึง 90 วันหลังจบการฝึกอบรม เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่เพียงพอให้พนักงานได้นำทักษะใหม่ไปทดลองใช้ในการทำงานจริง โดยควรใช้การสังเกตการณ์ของหัวหน้างาน แบบประเมินพฤติกรรม หรือการติดตาม Action Plan เพื่อดูความต่อเนื่อง

จะพิสูจน์ความคุ้มค่าของการฝึกอบรมต่อผู้บริหารในระดับที่ 4 (Results) ได้อย่างไร?

A: ควรใช้วิธี Reverse Planning โดยเริ่มพูดคุยกับผู้บริหารตั้งแต่ก่อนจัดอบรมว่าเป้าหมายทางธุรกิจที่ต้องการเห็นคืออะไร เช่น ลดของเสีย 10%, เพิ่มยอดขาย 15%, หรือลดระยะเวลาบริการ จากนั้นจึงเก็บตัวเลข Baseline ก่อนอบรมและเปรียบเทียบกับตัวเลขหลังอบรม 90-180 วัน เพื่อแสดงผลลัพธ์เชิงตัวเลขที่เป็นรูปธรรม

Last Updated on October 2, 2026

Picture of B Tools Training
B Tools Training

ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการฝึกอบรมองค์กร เชื่อมโยงคน ผลงาน และเป้าหมายธุรกิจ เพื่อผลลัพธ์ที่วัดได้

Table of Contents

Professional English Communication – หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบมืออาชีพ สู่ความสำเร็จในยุค Global Business

ยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้วยหลักสูตร Professional English Communication พัฒนาทักษะการสื่อสารแบบมืออาชีพ พูด มั่นใจ เขียนถูกต้อง โน้มน้าวได้จริง

อ่านต่อ »

หลักสูตร PDPA ฉบับปฏิบัติจริง เปลี่ยนเรื่องกฎหมายให้เป็นเรื่องง่ายและทำได้ทันที

ลดความเสี่ยงทางกฎหมายด้วยหลักสูตร PDPA Training (อบรม PDPA) เรียนรู้การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล Consent Form และ Data Breach Management

อ่านต่อ »

หลักสูตรภาษาจีนสำหรับงานบริการลูกค้า (Chinese for Customer Service)

  ในยุคที่ตลาดจีนมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก การสื่อสารด้วย ภาษาจีน ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “Strategic Asset” ขององค์กร ธุรกิจที่สามารถให้บริการลูกค้าชาวจีนได้อย่างเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมจะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของคำศัพท์ แต่คือการผสาน Human Empathy เข้ากับ AI-Assisted Communication Tools

อ่านต่อ »
Scroll to Top