ตัวอย่างการทำ Consent Form และ Privacy Notice ฉบับพร้อมใช้งานในองค์กร

 

ในยุคที่ข้อมูลมีค่าดั่งทองคำ กฎหมาย PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ได้เข้ามาจัดระเบียบให้การใช้ข้อมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม แต่สำหรับคนทำงานหน้างานอย่าง HR, Admin หรือฝ่ายการตลาด การทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายกลับกลายเป็น “ยาขม” ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

หลายองค์กรต้องเสียเงินจ้างที่ปรึกษากฎหมายหลักหมื่นหลักแสนเพียงเพื่อร่างเอกสารไม่กี่ฉบับ หรือบางองค์กรใช้วิธี “ก๊อปปี้” จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่เข้าใจเนื้อหา ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องภายหลังหากเอกสารนั้นไม่ครอบคลุมบริบทของบริษัทจริงๆ

B-Tools Training เข้าใจปัญหานี้ดี วันนี้เราจึงขอแนะนำ ตัวอย่างการทำ แบบฟอร์ม PDPA  ทั้ง หนังสือขอความยินยอม (Consent Form) และ ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) ที่กลั่นกรองจากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาให้องค์กรชั้นนำ เพื่อช่วยให้ HR และ Admin ประหยัดเวลา ลดความกังวล และเริ่มต้นทำ PDPA ได้ทันทีแบบมืออาชีพ

 


 

ความแตกต่างระหว่าง Consent Form vs Privacy Notice ที่หลายคนยังสับสน

Privacy Notice กับ Consent Form แตกต่างกันอย่างไร?
“ความแตกต่างสำคัญคือ Privacy Notice คือ ‘การแจ้งให้ทราบ’ เป็นเอกสารประกาศที่องค์กรต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาจัดเก็บ และสิทธิตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องให้เซ็นชื่อ ส่วน Consent Form คือ ‘การขออนุญาต’ เป็นแบบฟอร์มขอความยินยอมที่เจ้าของข้อมูลต้องแสดงเจตนาโดยอิสระ ชัดเจน และสามารถถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ ซึ่งใช้เฉพาะกรณีที่ไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ”

มิติการเปรียบเทียบ Privacy Notice (ประกาศความเป็นส่วนตัว) Consent Form (หนังสือขอความยินยอม)
วัตถุประสงค์หลัก แจ้งให้ทราบถึงรายละเอียดและสิทธิในการประมวลผลข้อมูล ขออนุญาตก่อนนำข้อมูลไปใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น
รูปแบบการปฏิบัติ เผยแพร่บนเว็บไซต์ หรือติดประกาศให้อ่านได้ง่าย ต้องให้เจ้าของข้อมูลทำเครื่องหมาย (Opt-in) หรือลงลายมือชื่อ
การบังคับใช้ ต้องมีและแจ้งให้ทราบทุกกรณีตามมาตรา 23 ใช้เฉพาะเมื่อไม่มีฐานกฎหมายอื่น (เช่น ฐานสัญญา หรือฐานกฎหมาย)
การเพิกถอนสิทธิ ไม่สามารถเพิกถอนประกาศได้ แต่ใช้สิทธิตามกฎหมายได้ เจ้าของข้อมูลมีสิทธิถอนความยินยอม (Withdraw) ได้ตลอดเวลา
ตัวอย่างเอกสาร นโยบายคุ้มครองข้อมูลลูกค้า, HR Privacy Notice แบบฟอร์มยินยอมใช้รูปถ่ายการตลาด, แบบฟอร์มยินยอมตรวจสุขภาพ

ก่อนที่จะไปทำแบบฟอร์ม สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้คือ “เราต้องใช้เอกสารใบไหน ในสถานการณ์ไหน?” เพราะความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ “คิดว่าทำ PDPA คือการขอ Consent ทุกเรื่อง” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดและสร้างภาระงานมหาศาลครับ

เรามาแยกแยะความแตกต่างให้ชัดเจน ดังนี้:

1. Privacy Notice (ประกาศความเป็นส่วนตัว) = “การแจ้งให้ทราบ”

ตามมาตรา 23 ของ PDPA องค์กรมีหน้าที่ต้อง “แจ้ง” ให้เจ้าของข้อมูลทราบว่าจะเก็บข้อมูลอะไร เอาไปทำอะไร และเก็บนานแค่ไหน โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ต้องเซ็นยินยอมก็ได้ (แต่ต้องรับทราบ)

  • ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อเราเก็บข้อมูลโดยอ้างอิง “ฐานกฎหมาย (Legal Basis)” อื่นๆ ที่ไม่ใช่ความยินยอม เช่น:

    • Contract Basis (ฐานสัญญา): เช่น การจ้างงาน (ต้องเก็บเลขบัญชีเพื่อโอนเงินเดือน), การซื้อขายของ (ต้องเก็บที่อยู่เพื่อส่งของ) กรณีนี้เรา “แจ้ง” ผ่าน Privacy Notice ก็พอ ไม่ต้องขอ Consent

    • Legal Obligation (ฐานกฎหมาย): เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่าย, การส่งประกันสังคม

    • Legitimate Interest (ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย): เช่น การติดกล้อง CCTV เพื่อความปลอดภัย

2. Consent Form (หนังสือขอความยินยอม) = “การขออนุญาต”

ตามมาตรา 19 ของ PDPA จะใช้ในกรณีที่เรา “ไม่มีอำนาจอื่นใด” ในการเก็บข้อมูลนั้น หรือเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเจ้าของข้อมูล

  • ใช้เมื่อไหร่:

    • เมื่อต้องการเก็บ Sensitive Data (ข้อมูลอ่อนไหว) เช่น ข้อมูลสุขภาพ, ศาสนา, เชื้อชาติ, ลายนิ้วมือ

    • เมื่อต้องการนำข้อมูลไปใช้เพื่อการตลาด (Marketing) ที่ไม่ใช่สินค้าเดิม หรือส่งต่อข้อมูลให้บุคคลที่สาม (Third Party) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสัญญา

  • หัวใจสำคัญ: การ ขอความยินยอม ต้องให้สิทธิเจ้าของข้อมูลในการ “ถอนความยินยอม” (Withdraw) เมื่อไหร่ก็ได้

สรุปสั้นๆ:

  • งานพื้นฐานตามสัญญาจ้าง/ซื้อขาย -> ใช้ Privacy Notice

  • งานการตลาด/ข้อมูลสุขภาพ/เรื่องพิเศษ -> ใช้ Consent Form

“นอกจากเอกสารขอความยินยอมแล้ว องค์กรต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงสิทธิของตนเอง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตและ [สิทธิที่กฎหมาย PDPA ให้ความคุ้มครอง] เพื่อนำไปใช้อธิบายให้พนักงานหรือลูกค้าเข้าใจได้อย่างมั่นใจ”

 


 

ตัวอย่าง Privacy Notice (ประกาศความเป็นส่วนตัว)

เอกสารชุดนี้เปรียบเสมือน “ป้ายบอกทาง” ที่องค์กรต้องติดประกาศหรือส่งให้เจ้าของข้อมูลทราบ เราได้แบ่งหมวดหมู่ตามกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เนื้อหาตรงจุดที่สุดครับ

1. สำหรับพนักงาน (HR Privacy Notice)

นี่คือเอกสารที่สำคัญที่สุดสำหรับฝ่ายบุคคล เพราะ HR ถือข้อมูลพนักงานไว้เยอะที่สุด ตั้งแต่ใบสมัครงานยันใบมรณะบัตร (ศึกษาแนวทางปฏิบัติฉบับเต็มได้ที่ PDPA สำหรับ HR: วิธีจัดการข้อมูลพนักงานตั้งแต่รับเข้าจนถึงลาออก)

  • เนื้อหาในแบบฟอร์ม: ระบุการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการจ้างงาน, การจ่ายเงินเดือน, การประเมินผลงาน, สวัสดิการ, และการส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร/ประกันสังคม

  • จุดที่ต้องระวัง: ต้องระบุระยะเวลาการจัดเก็บ (Retention Period) ให้ชัดเจน เช่น “เก็บข้อมูลประวัติพนักงานไว้ 10 ปีหลังสิ้นสุดสัญญาจ้าง เพื่อประโยชน์ทางกฎหมายแรงงานและคดีความ”

2. สำหรับลูกค้า/คู่ค้า (Customer & Business Partner Privacy Notice)

สำหรับฝ่ายขาย จัดซื้อ และบัญชี เอกสารนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทางธุรกิจ

  • เนื้อหาในแบบฟอร์ม: ครอบคลุมการเก็บข้อมูลเพื่อการออกใบเสนอราคา, การออกใบกำกับภาษี, การจัดส่งสินค้า, และการบริการหลังการขาย

  • จุดที่ต้องระวัง: หากมีการส่งข้อมูลลูกค้าไปให้บริษัทขนส่ง (Logistic) หรือบริษัทรับทำบัญชี (Outsource) ต้องระบุในส่วนของ “การเปิดเผยข้อมูล” ด้วยว่าเราส่งให้ใครบ้าง เพื่อความโปร่งใส

3. สำหรับผู้สมัครงาน (Job Applicant Privacy Notice)

หลายบริษัทตกม้าตายตรงนี้ คือเก็บ Resume ผู้สมัครไว้นานเกินไปโดยไม่แจ้ง

  • เนื้อหาในแบบฟอร์ม: แจ้งวัตถุประสงค์เพื่อการคัดเลือกบุคลากร การสัมภาษณ์ และการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (ถ้ามี)

  • จุดที่ต้องระวัง: ควรกำหนดระยะเวลาการจัดเก็บ Resume ของคนที่ “ไม่ผ่านสัมภาษณ์” ให้ชัดเจน (เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี) เพื่อใช้พิจารณาในตำแหน่งอื่น หากเกินกำหนดต้องมีระบบลบทำลายทิ้ง ไม่ใช่เก็บไว้ตลอดกาล

“ต่อยอดความรู้จากบทความนี้สู่การลงมือทำจริงผ่าน [หลักสูตร PDPA ฉบับปฏิบัติจริง] ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะลึกแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัย”

 


 

ตัวอย่าง Consent Form (แบบฟอร์มขอความยินยอม)

สำหรับกิจกรรมที่ “เกินความจำเป็นพื้นฐาน” หรือมีความเสี่ยงสูง ท่านต้องให้เจ้าของข้อมูลเซ็นเอกสารชุดนี้ (หรือติ๊กถูกในช่อง Checkbox) แยกต่างหากครับ

1. แบบฟอร์มยินยอมให้ถ่ายรูป/วิดีโอ เพื่อการประชาสัมพันธ์ (Marketing Consent)

การถ่ายรูปกิจกรรมบริษัท งานเลี้ยงปีใหม่ หรือรูปพนักงานดีเด่นเพื่อไปลง Facebook/Website ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หากไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้าง หรือเพื่อป้องกันการดราม่า ควรขอ Consent ให้ชัดเจน

  • เนื้อหาในแบบฟอร์ม:

    • ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัท [ชื่อบริษัท] ถ่ายภาพ/บันทึกวิดีโอ…

    • เพื่อวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรม, ทำสื่อโฆษณา, ลงสื่อโซเชียลมีเดีย…

    • ข้าพเจ้าทราบว่าสามารถแจ้งถอนความยินยอมได้ที่ [ช่องทางการติดต่อ]…

  • Tip: แยกช่องติ๊กเลือก (Checkbox) ระหว่าง “ภาพนิ่ง” และ “วิดีโอ” หรือแยกตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็น Granular Consent (ความยินยอมที่แยกส่วนได้) ตามมาตรฐานสากล

2. แบบฟอร์มยินยอมเปิดเผยข้อมูลสุขภาพและข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data Consent)

มาตรา 26 ระบุว่าห้ามเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่มี Consent เด็ดขาด (ยกเว้นเข้าข้อยกเว้นบางประการ) สำหรับ HR แบบฟอร์มนี้จำเป็นมาก

  • กรณีที่ต้องใช้:

    • การขอใบรับรองแพทย์เพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาล (ที่มีระบุชื่อโรค)

    • การเก็บข้อมูลหมู่เลือด หรือการแพ้อาหาร (สำหรับจัดเตรียมอาหารในกิจกรรมบริษัท)

    • การเก็บข้อมูลศาสนา (เพื่อประกอบพิธีกรรม หรือเพื่อจัดอาหารฮาลาล/เจ)

  • เนื้อหาในแบบฟอร์ม: ต้องระบุชัดเจนว่าเก็บข้อมูลอ่อนไหวประเภทใด และเพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยเฉพาะ และต้องแจ้งผลกระทบหากไม่ให้ความยินยอม (เช่น อาจจัดอาหารให้ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา)

“ก่อนนำร่างหนังสือขอความยินยอม (Consent Form) ไปปรับใช้ในองค์กร สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจ ‘ฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis)’ อย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้เก็บข้อมูลเกินความจำเป็น ท่านสามารถทบทวนหลักการพื้นฐานได้ที่บทความ [PDPA คืออะไร? สรุปกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับเข้าใจง่าย]“

 


 

วิธีนำ PDPA Template ไปปรับใช้ในองค์กรให้ปลอดภัย

การได้ Template ไปเป็นเรื่องดีครับ แต่การ “Copy & Paste” ทั้งดุ้นโดยไม่อ่าน อาจนำภัยมาสู่ตัวได้ นี่คือ 3 ขั้นตอนในการปรับแต่งเอกสารให้เข้ากับองค์กรของคุณ:

ขั้นตอนที่ 1: ทำ Data Mapping (สำรวจข้อมูล) ก่อน

ก่อนกรอกแบบฟอร์ม คุณต้องรู้ก่อนว่าบริษัทคุณเก็บข้อมูลอะไรบ้าง? ลองเดินไปถามฝ่าย IT, ฝ่ายขาย, ฝ่าย HR ว่า “พี่เก็บชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อะไรบ้าง และเอาไปทำอะไร?” เพื่อนำมาเขียนในช่อง “วัตถุประสงค์ (Purpose)” ได้ถูกต้องครบถ้วน

ขั้นตอนที่ 2: ปรับแก้ข้อมูลใน [วงเล็บ] ให้เป็นความจริง

ใน Template เราได้เว้นช่องว่าง หรือใส่ข้อความใน [วงเล็บ] ไว้ เช่น [ระบุระยะเวลาการจัดเก็บ], [ระบุช่องทางการติดต่อ DPO] ท่านต้องลบวงเล็บออกและใส่ข้อมูลจริงของบริษัท ห้ามใส่ข้อมูลเท็จ หรือสัญญาว่าจะทำแต่ทำไม่ได้จริง

ขั้นตอนที่ 3: ประกาศใช้และจัดเก็บ Log

เมื่อปรับแก้เสร็จแล้วให้ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) หรือผู้รับผิดชอบทำบันทึกว่าเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่:

  • Privacy Notice: ให้นำไปแปะไว้ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์, หน้าเว็บไซต์บริษัท (Footer), หรือแนบท้ายสัญญาจ้าง/ใบสมัครงาน

  • Consent Form: ให้พนักงานหรือลูกค้าเซ็น (จะเป็นกระดาษหรือ E-Consent ก็ได้) และที่สำคัญ ต้องเก็บหลักฐาน (Log) ไว้อย่างดี เพื่อใช้ยืนยันเมื่อมีการตรวจสอบ หรือเมื่อเจ้าของข้อมูลต้องการใช้สิทธิ

⚠️ ระวังความเสี่ยงทางกฎหมาย: การใช้แบบฟอร์มที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอาจนำไปสู่ บทลงโทษและค่าปรับ PDPA ได้


 

ทำแบบฟอร์มแล้วยังงง? กลัวกรอกผิดชีวิตเปลี่ยน?

การมีแบบฟอร์มที่ดีคือจุดเริ่มต้น แต่การ “เข้าใจวิธีคิด” เพื่อกรอกข้อมูลให้ถูกต้องตามบริบทธุรกิจของคุณคือกุญแจสำคัญที่จะป้องกันค่าปรับหลักล้าน

หากคุณมีแบบฟอร์มแล้วไม่แน่ใจว่า:

  • “ข้อนี้ต้องติ๊กไหม?”

  • “กิจกรรมนี้ของบริษัทต้องใช้ฐานสัญญาหรือฐานยินยอม?”

  • “เขียนวัตถุประสงค์แบบนี้กว้างไปไหม?”

สิ่งที่คุณจะได้รับในคอร์ส:

  • เรียนรู้การทำ Data Flow Diagram และ ROPD ของบริษัทคุณเอง

  • วิทยากรช่วยรีวิวเอกสาร Privacy Notice และ Consent Form ที่คุณปรับแก้

  • เทคนิคการตอบคำถามพนักงานและผู้บริหารเมื่อต้องประกาศใช้ PDPA

  • Certificate รับรองการฝึกอบรม นำไปยื่นอ้างอิงได้

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Privacy Notice กับ Consent Form แตกต่างกันอย่างไร?

Privacy Notice คือการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบว่าองค์กรจะเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอย่างไรตามสิทธิทางกฎหมาย ส่วน Consent Form คือหนังสือขออนุญาตเพื่อให้เจ้าของข้อมูลแสดงความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลที่อยู่นอกเหนือฐานกฎหมายอื่น

การทำสัญญาจ้างงาน ต้องให้ลูกจ้างเซ็น Consent Form ด้วยหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องขอ Consent ในข้อมูลที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน (เช่น ชื่อ บัญชีธนาคาร ที่อยู่) เพราะเข้าข่าย ‘ฐานสัญญา’ แต่หากมีการเก็บข้อมูลอ่อนไหว เช่น ผลตรวจสุขภาพ หรือประวัติอาชญากรรม ต้องจัดทำ Consent Form แยกต่างหากโดยชัดแจ้ง

สามารถใช้การติ๊กเครื่องหมายยินยอมไว้ล่วงหน้า (Pre-ticked Box) ได้หรือไม่?

ไม่ได้เด็ดขาดครับ กฎหมาย PDPA กำหนดให้การให้ความยินยอมต้องเกิดจากความสมัครใจโดยอิสระ ห้ามติ๊กถูกไว้ล่วงหน้า และห้ามนำการขอความยินยอมไปผูกเป็นเงื่อนไขในการให้บริการโดยไม่จำเป็น

“เริ่มต้นทำ PDPA ให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ เพื่อความสบายใจของทั้งองค์กรและลูกค้าของคุณครับ! [บริการจัดอบรม PDPA สำหรับองค์กร] จับมือทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย”

 

Last Updated on October 2, 2026

Picture of B Tools Training
B Tools Training

ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการฝึกอบรมองค์กร เชื่อมโยงคน ผลงาน และเป้าหมายธุรกิจ เพื่อผลลัพธ์ที่วัดได้

Table of Contents

English for Hospitality – หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับงานบริการ และการต้อนรับระดับมืออาชีพ

อบรมภาษาอังกฤษสำหรับงานบริการ (English for Hospitality) ยกระดับมาตรฐานบริการด้วยภาษาอังกฤษสำหรับการต้อนรับ เน้นทักษะการต้อนรับ แก้ปัญหา และสร้างความประทับใจ

อ่านต่อ »

Professional English Communication – หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบมืออาชีพ สู่ความสำเร็จในยุค Global Business

ยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้วยหลักสูตร Professional English Communication พัฒนาทักษะการสื่อสารแบบมืออาชีพ พูด มั่นใจ เขียนถูกต้อง โน้มน้าวได้จริง

อ่านต่อ »

English for Business Communication – หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจและการทำงานระดับสากล

อัปสกิล Business English ให้พร้อมสำหรับการทำงานระดับสากล เรียนรู้เทคนิค การเขียนอีเมล (Email Writing) การประชุม และการนำเสนออย่างมั่นใจ เน้นการสื่อสารที่สุภาพ เป็นทางการ และถูกต้องตามหลักสากล

อ่านต่อ »
Scroll to Top